FM 450 Contemporary Themes in Film: Theory and Practice
ศึกษาแนวคิดต่าง ๆ ที่น่าสนใจในภาพยนตร์ร่วมสมัยซึ่งเป็นผลมาจากกระแสความตื่นตัว สถานการณ์ทางสังคมและพัฒนาการ หรือความเปลี่ยนแปลงของทฤษฎีภาพยนตร์ที่อยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลต่อความคิดสร้างสรรค์ การศึกษาวิเคราะห์ ความนิยมและการตอบรับภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น ความรุนแรงในภาพยนตร์ (Violence) ภาพยนตร์ของเพศที่สาม (Queer Film) ภาพยนตร์นอกกระแส (Independent Film) ภาพยนตร์โลกที่สาม (Third World Cinema) เป็นต้น
งานขิ้นแรก
อุ่นเครื่องหนังร่วมสมัย (ส่งวันจันทร์ 17 พฤศจิ ในห้องเรียน)
กรุณาโหลดอ่าน/ปรินต์ เอกสารประกอบการสอนสำหรับการเรียนครั้งต่อไป
Globalization โลกาภิวัตน์
เขียนโดย ภัควดี วีระภาสพงษ์
(จากคอลัมน์ คำขบวน นิตยสารฟ้าเดียวกัน http://www.sameskybooks.org/2008/02/15/globalization/)
คำว่า “โลกาภิวัตน์” (Globalization) เป็นศัพท์ใหม่ที่สร้างความฮือฮาและร้อนแรงทั้งในวงการวิชาการและสื่อสารมวลชนในช่วงทศวรรษ 1990 คำคำนี้ไม่เพียงมีอิทธิพลต่อสังคมศาสตร์หลายแขนง ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐศาสตร์ วัฒนธรรมและเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ยังมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์และความรู้สึกนึกคิดของคนจำนวนมากในยุคสมัยใหม่
โลกาภิวัตน์เป็นคำที่เกิดมาก่อนหน้าทศวรรษ 1990 แล้ว โดยเริ่มต้นจากนักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรมชาวแคนาดา มาร์แชลล์ แมคลูฮาน (Marshall McLuhan) ใน ค.ศ. 1964 เขากล่าวถึงคำว่า “หมู่บ้านโลก” (global village) หมายถึงโลกยุคใหม่ที่ตั้งอยู่บนฐานของเทคโนโลยี อันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่เร่งเร็วขึ้นในทุกระดับของสังคมมนุษย์
ความหมายของโลกาภิวัตน์ในสื่อมวลชนกระแสหลักของตะวันตก (ซึ่งมีอิทธิพลต่อสื่อมวลชนกระแสหลักในภูมิภาคอื่นๆ ส่วนใหญ่ของโลก) คำคำนี้บ่งบอกถึงปรากฏการณ์ของการครองความเป็นใหญ่ของลัทธิเศรษฐกิจตลาดเสรี การครองความเป็นใหญ่ของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยตะวันตก วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมแบบอเมริกัน (“Americanization”) การแพร่ขยายของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่ (“Internet Revolution”) การปฏิวัติการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ตลอดจนถึงทัศนคติว่า มนุษยชาติกำลังยืนอยู่ตรงธรณีประตูที่จะก้าวไปสู่การรวมโลกเป็นชุมชนหนึ่งเดียวที่ไม่มีความขัดแย้งทางสังคมใหญ่ๆ หลงเหลืออยู่อีก (แต่แนวคิดเช่นนี้มลายเป็นอากาศธาตุไปกับการเกิดวินาศกรรม 9/11 และความเชื่อใหม่เกี่ยวกับ “สงครามระหว่างอารยธรรม”)
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คำว่า “โลกาภิวัตน์” เป็นคำที่มาพร้อมกับการขยายตัวของระบบทุนนิยม การล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ ความเชื่อว่าระบบทุนนิยมมีชัยชนะเบ็ดเสร็จ “เราไม่มีทางเลือกอื่น” และประวัติศาสตร์ “สิ้นสุดแล้ว” นักคิดของฝ่ายซ้ายตะวันตกจึงมักวิจารณ์ว่า โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นเป็นแค่ “โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ” (economic globalization) หรือ “โลกาภิวัตน์ของบรรษัท” (corporate globalization) ซึ่งภาคธุรกิจและบรรษัทข้ามชาติคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในโลก การต่อต้านโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจหรือโลกาภิวัตน์ของบรรษัทนี่เอง ทำให้สื่อมวลชนกระแสหลักในตะวันตกขนานนามขบวนการสังคมใหม่ว่า “ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์” (Anti-globalization Movement) ในขณะที่ขบวนการสังคมใหม่ไม่เห็นด้วยกับการขนานนามเช่นนี้และมักนิยามตัวเองเป็น “ขบวนการความยุติธรรมโลก” (Global Justice Movement) ยืนยันว่าขบวนการต่างหากที่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ที่แท้จริงหรือโลกาภิวัตน์ของประชาชน ดังที่มักเรียกขานกันว่า “โลกาภิวัตน์รากหญ้า” (grassroots globalization)
ลักษณะสำคัญของโลกาภิวัตน์
การพยายามนิยามความหมายและลักษณะของ “โลกาภิวัตน์” มีมากมายอย่างยิ่ง แต่โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว โลกาภิวัตน์มีลักษณะดังนี้คือ
ประการแรก โลกาภิวัตน์มีลักษณะของ “การลดความสำคัญของอาณาเขตประเทศ” (deterritorialization)
ประการที่ 2 โลกาภิวัตน์คือ “การเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน” (interconnectedness) ของสังคมโดยข้ามพ้นพรมแดนทางภูมิศาสตร์และการเมือง
ประการที่ 3 โลกาภิวัตน์มีนัยยะที่บ่งบอกถึง “ความเร็ว” (velocity) ของกิจกรรมทางสังคมของมนุษย์
ประการที่ 4 แม้จะมีข้อถกเถียงอยู่มากว่าโลกาภิวัตน์เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อไร แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่มีระยะเวลายาวนาน
ประการที่ 5 โลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายๆ ด้าน (เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม)
การถกเถียงเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์
นับตั้งแต่แนวคิดเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์แพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1990 มีการถกเถียงโต้แย้งกันมากเกี่ยวกับคำคำนี้ และสิ่งที่เป็นลักษณะพิเศษก็คือ การถกเถียงเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์มักเป็นการวิวาทะทางวิชาการที่เจือปนไปกับความขัดแย้งของแนวคิดและจุดยืนทางการเมือง เราอาจแบ่งหัวข้อการวิวาทะหลักๆ เป็นหัวข้อใหญ่ๆ ได้ดังนี้คือ:
1. ความหมาย: กระบวนการที่เกิดขึ้นเอง หรือ การวางแผนโดยเจตนา
ทัศนะทั่วๆ ไปมักมองว่าโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง โดยมีนักคิดชื่อดังที่ตอกย้ำแนวคิดแบบนี้ เช่น โธมัส ฟรีดแมน เป็นต้น ในทางตรงกันข้าม นักวิชาการและนักกิจกรรมสังคมบางกลุ่มมองว่า โลกาภิวัตน์เป็นแผนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ เป็นการวางแผนที่ตั้งอยู่บนอุดมการณ์แบบเสรีนิยมใหม่ เพื่อทำให้รัฐและปัจเจกบุคคลตกอยู่ภายใต้อำนาจของตลาดเสรี
2. การตีความ: ยุคใหม่ หรือ ไม่มีอะไรใหม่
นักคิดฝ่ายหนึ่งมองว่า โลกาภิวัตน์คือความแปลกใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลก เพราะมันทำให้โลกกลายเป็น “สถานที่เดียวกัน” อย่างไม่เคยเกิดมาก่อน มนุษย์กำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคโลกานิยม” (“global age”) ซึ่งจะนำไปสู่การสิ้นสุดของรัฐชาติและการเกิดขึ้นของระเบียบโลกยุคใหม่ ส่วนฝ่ายที่คิดตรงข้ามแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเห็นว่า ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ โลกาภิวัตน์เป็นแค่การขยายลัทธิจักรวรรดินิยมออกไปตามตรรกะของระบบทุนนิยม มันเป็นแค่ชัยชนะของทุนเหนือระบอบประชาธิปไตยและรัฐชาติเท่านั้นเอง กลุ่มที่สองเห็นว่า รัฐบาลยังคงมีความเข้มแข็งและระเบียบโลกใหม่ยังไม่เกิดขึ้นง่ายๆ กลุ่มสุดท้ายเห็นว่า โลกไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียว แต่แตกแยกเป็นค่ายอารยธรรมที่ขัดแย้งกัน นักคิดที่โด่งดังในกลุ่มสุดท้ายนี้มีอาทิ Samuel Huntington เป็นต้น
3. การประเมิน: ดี หรือ ไม่ดี
ในสายตาของฝ่ายที่มองโลกาภิวัตน์ในทางที่ดี สิ่งที่ควรเฉลิมฉลองในยุคหมู่บ้านโลกก็คือ เสรีภาพ เสรีภาพในการสื่อสาร เสรีภาพทางการค้า เสรีภาพทางความคิด แต่เมื่อถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 20 อาการเฉลิมฉลองเริ่มซาลง มีเสียงพูดมากขึ้นที่แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไปสำหรับประชากรโลกหลายๆ กลุ่ม ปัญหาอำนาจอธิปไตยของชาติ ความไม่เท่าเทียมและเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และอิทธิพลที่มากเกินไปของสหรัฐอเมริกา
4. การอธิบาย: แง่ร้าย หรือ แง่ดี
หลายคนเห็นว่า พลวัตของโลกาภิวัตน์เป็นแค่การแสวงหาผลประโยชน์ทางวัตถุของมหาอำนาจและบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งใช้เทคโนโลยีใหม่มาปั้นแต่งโลกตามกฎเกณฑ์ที่ตัวเองตั้งขึ้นมา ส่วนอีกฟากหนึ่งมองว่า โลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดสำนึกถึงการอยู่ร่วมกันบนโลกใบเดียวกัน
5. การเมือง: จุดจบ หรือ การฟื้นคืนชีพของรัฐชาติ
ฝ่ายที่เห็นว่าโลกาภิวัตน์คือจุดจบของรัฐชาติ ให้เหตุผลว่า หลักการการค้าเสรีจำกัดรัฐชาติในการสร้างนโยบายเพื่อคุ้มครองการผลิตของท้องถิ่น การเคลื่อนย้ายของทุนทำให้รัฐสวัสดิการมีความสามารถในการแข่งขันน้อยลง อีกทั้งองค์กรโลกบาล อาทิ IMF และ WTO มีอิทธิพลเหนือรัฐชาติมากเกินไป ส่วนอีกฝ่ายเห็นว่า รัฐชาติในโลกน่าจะมีความสำคัญยิ่งกว่าเดิม เพราะมันมีบทบาทพิเศษในการสร้างเงื่อนไขเพื่อกระตุ้นความเติบโตและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ รัฐชาติจะเป็นผู้เล่นสำคัญในองค์กรและสนธิสัญญาต่างๆ ที่มุ่งแก้ปัญหาระดับโลก
6. วัฒนธรรม: ความเหมือน หรือ ความแตกต่าง
ข้อวิจารณ์ที่ได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ก็คือ มันนำไปสู่สภาพทางวัฒนธรรมที่เหมือนกันหมด โลกใบเดียวกันหมายถึงการลดทอนความแตกต่าง ค่านิยมของโลกเข้ามาแทนที่คุณค่าของท้องถิ่น และที่สำคัญคือการเป็นจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา แต่ฝ่ายที่โต้แย้งเห็นว่า โลกาภิวัตน์จะนำไปสู่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมต่างหาก การมีปฏิสัมพันธ์ในระดับโลกจะนำไปสู่การผสมผสานใหม่ๆ ทางวัฒนธรรม หรือทำให้ท้องถิ่นปกป้องวัฒนธรรมของตนเองอย่างเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม วัฒนธรรมท้องถิ่นมีความสามารถในการตีความค่านิยมใหม่ให้สอดคล้องกับจารีตของตัวเองอยู่แล้ว อีกทั้งค่านิยมระดับโลกอย่างหนึ่งก็คือ การเน้นย้ำคุณค่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมนั่นเอง
งานเขียนที่เกี่ยวข้องกับโลกาภิวัตน์มีมากมายนับไม่ถ้วน ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างแนวคิดบางประการเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์
โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ
อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ (“Globalization or The Age of Transition?,” 1999) เขียนถึงแนวโน้มหลักสามประการที่เป็นข้อจำกัดของการสะสมทุน อันนำไปสู่วิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างของระบบทุนนิยม อาจกล่าวได้ว่าวิกฤตการณ์เหล่านี้นี่เองที่ทำให้ระบบทุนนิยมต้องปรับตัวไปสู่โลกาภิวัตน์และระบบเสรีนิยมใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อแก้ปัญหาแนวโน้มทั้งสามประการดังกล่าว
แนวโน้มแรกคือระดับค่าจ้างที่แท้จริงที่คิดเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิต แน่นอนยิ่งค่าจ้างต่ำเท่าไร กำไรก็ยิ่งสูงเท่านั้น สิ่งที่เป็นตัวกำหนดระดับค่าจ้างที่แท้จริงก็คือการต่อสู้ทางชนชั้น (การบอกว่ากลไกตลาดเป็นตัวกำหนดระดับค่าแรงเป็นแค่ภาพลวงตา) เนื่องจากการรวมตัวจัดตั้งของคนงานเพื่อต่อสู้ทางการเมืองมีแนวโน้มเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ในโลกตะวันตก ระบบทุนนิยมจึงต้องหาทางจำกัดแรงกดดันทางการเมืองด้วยการย้ายฐานการผลิตไปสู่เขตอื่นๆ ในโลกที่ค่าแรงต่ำกว่า
การที่พื้นที่ใดๆ ในโลกจะมีค่าแรงต่ำนั้น เกิดมาจากสาเหตุหลักพื้นฐานที่สุดคือ การอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวชนบทเข้ามาขายแรงงาน เกิดเป็นตลาดแรงงานแห่งใหม่ขึ้นมา แรงงานเกิดใหม่เหล่านี้ยอมรับค่าแรงต่ำด้วยเหตุผลสองประการคือ ประการแรก รายได้สุทธิที่พวกเขาได้รับสูงกว่ารายได้สุทธิที่พวกเขาเคยได้รับในชนบท ประการที่สอง เพราะพวกเขากลายเป็นคนไร้รากทางสังคม ไม่มีฐานอำนาจทางการเมืองที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตน แต่เมื่อเวลาผ่านไป อำนาจต่อรองทางการเมืองของคนงานย่อมเพิ่มขึ้น และทุนต้องแก้ปัญหาด้วยการย้ายฐานการผลิตต่อไปอีก หากดูจากเหตุผลของวอลเลอร์สไตน์ในแง่นี้ จึงไม่แปลกที่จีนกลายเป็นตลาดแรงงานค่าแรงต่ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะนอกจากประชากรในชนบทที่มีเป็นจำนวนมากแล้ว ระบบการปกครองของจีนยังสามารถกดขี่ไม่ให้แรงงานรวมตัวเป็นกลุ่มพลังทางการเมือง อย่างน้อยก็ในปัจจุบันและอีกระยะหนึ่งข้างหน้า
แนวโน้มประการที่สองคือต้นทุนของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ต้นทุนไม่ใช่แค่ราคาที่บริษัทต้องจ่ายในการซื้อวัตถุดิบ แต่ยังหมายถึงต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการนำวัตถุดิบออกมาจากธรรมชาติด้วย ในระบบทุนนิยม การสร้างกำไรสูงสุดเพื่อสะสมทุนทำได้ด้วยการ “ผลักภาระ” (externalizing the cost) ไปให้สังคมภายนอกเป็นผู้แบกรับ แต่การสร้างมลภาวะเพื่อกำไรสูงสุดในซีกโลกเหนือมีต้นทุนที่สูงขึ้นทุกทีๆ การย้ายฐานการผลิตหรือการแสวงหาทรัพยากรในซีกโลกใต้หรือพื้นที่ที่มีต้นทุนการผลักภาระต่ำสุด จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเติบโตต่อไปของระบบทุนนิยม
แนวโน้มประการที่สามคือระบบภาษี เนื่องจากภาษีคือการจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการทางสังคม ระบบทุนนิยมจึงยอมรับต้นทุนนี้ได้หากไม่สูงเกินไป แต่รัฐในปัจจุบันเรียกร้องภาษีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของระบบรักษาความมั่นคง (กองทัพ ตำรวจ) และระบบราชการ ทั้งนี้เนื่องจากรัฐสมัยใหม่มีขนาดและหน้าที่ขยายใหญ่โตมากขึ้น
ถึงแม้ขนาดของรัฐที่ใหญ่โตช่วยให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองและควบคุมความไม่พอใจของชนชั้นล่างไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบทุนนิยมต้องการ แต่การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศอุตสาหกรรมกลายเป็นข้อจำกัดต่อการสะสมทุน การเรียกร้องและกดดันให้ตัดลดสวัสดิการสังคมในซีกโลกเหนือ การเสนอให้ลดขนาดของรัฐลง และแสวงหาฐานการผลิตที่มีระดับการเก็บภาษีต่ำในซีกโลกใต้จึงเกิดขึ้น
โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจหรือโลกาภิวัตน์ของบรรษัทจึงหมายถึงการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของทุนการเงิน ฐานการผลิต ทรัพยากร แต่จำกัดการเคลื่อนย้ายเสรีของแรงงานเอาไว้
โลกาภิวัตน์ในเชิงภูมิศาสตร์สังคม
Jan Aart Scholte ใน “The Sources of Neoliberal Globalization” (2005) เห็นว่า โลกาภิวัตน์คือการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทศะที่มีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ มีทั้งความเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณและคุณภาพ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 การเชื่อมต่อระดับโลกเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในด้านการคมนาคมขนส่ง การติดต่อสื่อสาร การผลิต การทำธุรกิจ การค้าขายและการเงิน รวมไปจนถึงปัญหาของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ในสมัยก่อน จิตสำนึกแบบโลกานิยมหากจะมีอยู่บ้างก็เฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น แต่ปัจจุบันจิตสำนึกนี้กลายเป็นความรับรู้ในชีวิตประจำวันของคนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก
ความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของโลกาภิวัตน์อาจนิยามได้ด้วยคำว่า “ความเหนืออาณาเขต” (supraterritoriality) ความสัมพันธ์แบบเหนืออาณาเขตค่อนข้างแยกขาดจากอาณาเขตในเชิงเทศะ กล่าวคือ สถานที่ที่แน่นอนบนพื้นโลกที่ถูกกำหนดด้วยเส้นรุ้ง เส้นแวง และระดับความสูง ที่ตั้ง ระยะทางและพรมแดนของอาณาเขตในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่กำหนดภูมิศาสตร์ของความเคลื่อนไหวระดับโลกในปัจจุบันอีกต่อไป เหมือนที่เคยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอดีต โลกานิยมในปัจจุบันมีคุณสมบัติของการเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งโลก (transworld simultaneity) นั่นคือ มีปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นทั่วโลกในเวลาเดียวกัน และดำเนินการได้ทั่วโลกในพริบตา (transworld instantaneity) นั่นคือ ปรากฏการณ์บางอย่างเคลื่อนไปได้ทุกจุดทั่วโลกในชั่วพริบตา ยกตัวอย่างเช่น มีคนดื่มเนสกาแฟทั่วโลกรวม 3,000 ถ้วยทุกๆ วินาที และเครือข่ายโทรศัพท์สามารถเชื่อมโยงการสื่อสารข้ามมหาสมุทรได้เร็วเท่าๆ กับข้ามฟากถนน
ดังนั้น ความสัมพันธ์แบบเหนืออาณาเขตจึงไม่สามารถกำหนดลงไปบนตารางของแผนที่ได้ทั้งหมด อาทิเช่น กระแสเงินตราเคลื่อนไหวไปทั่วโลกทั้งในรูปแบบของกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะรูปแบบหลังนี้ยากที่จะกำหนดลงไปในสถานที่เชิงอาณาเขตแห่งใดแห่งหนึ่ง เป็นต้น
การมีลักษณะพิเศษของความเหนืออาณาเขต สิ่งที่โลกาภิวัตน์ในปัจจุบันก่อให้เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การย่อกาละ-เทศะลงเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการย่อกาละ-เทศะลงก็ยังถือว่าเกิดขึ้น ภายใน อาณาเขตทางภูมิศาสตร์ ในขณะที่การเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งโลกและการดำเนินการได้ทั่วโลกในพริบตาทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคมที่อยู่ เหนือ อาณาเขตทางภูมิศาสตร์ ความแตกต่างระหว่างโลกาภิวัตน์ในอดีตกับปัจจุบันจึงเป็นความแตกต่างเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีลักษณะเชิงโครงสร้าง
ในอดีตตลอดมาจนถึงค่อนศตวรรษที่ 20 โครงสร้างของระบบอาณาเขตคือสิ่งที่กำหนดภูมิศาสตร์ แต่หลังจากความสัมพันธ์แบบเหนืออาณาเขตแพร่ขยายมาหลายสิบปี ระบบอาณาเขตเริ่มสูญเสียการผูกขาดความหมาย แม้ว่าอาณาเขตยังมีความสำคัญมาก แต่มันไม่ใช่ตัวกำหนดกรอบเทศะมหภาคของเราทั้งหมดอีกต่อไป
ในเชิงรัฐศาสตร์ การสิ้นสุดระบบอาณาเขตเป็นใหญ่ (territoriality) เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับความเสื่อมถอยของระบบรัฐเป็นใหญ่ (statism) กล่าวคือ สภาพการณ์ในสมัยก่อนที่การกำกับดูแลสังคมตั้งอยู่บนรัฐที่มีอาณาเขตแน่นอนเกือบทั้งหมด ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อความเป็นพลเมืองและระบอบประชาธิปไตย การสิ้นสุดระบบอาณาเขตเป็นใหญ่มาพร้อมกับความเสื่อมถอยของลัทธิชาตินิยม อย่างน้อยก็ในแง่ที่ชาติไม่ใช่รากฐานหลักของความสามัคคีของหมู่คณะอีกต่อไป รวมไปจนถึงความเปลี่ยนแปลงในสมมติฐานเชิงภววิทยาที่เคยเชื่อว่า ภูมิศาสตร์สังคมย่อมเกี่ยวข้องกับพื้นที่เชิงอาณาเขตเสมอ
กระนั้นก็ตาม การเกิดขึ้นของความเหนืออาณาเขตไม่ได้หมายความว่า พื้นที่เชิงอาณาเขตหมดสิ้นความสำคัญโดยสิ้นเชิง เรายังไม่ได้มีชีวิตอยู่ใน “โลกไร้พรมแดน” จริงๆ พรมแดนยังมีความสำคัญในหลายๆ ด้าน เช่น การค้าขายระหว่างประเทศและการอพยพเคลื่อนย้ายของผู้คน เพียงแต่พรมแดนไม่ได้ผูกขาดอำนาจเหนือกิจกรรมมนุษย์เหมือนเมื่อก่อน อันที่จริงโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันถือเป็นการจัดระบบอาณาเขตใหม่ (reterritorialization) มากกว่า เช่น การรวมเป็นกลุ่มภูมิภาค การขยายตัวของการจ้างงานนอกประเทศ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้การสิ้นสุดระบบอาณาเขตเป็นใหญ่จึงยังไม่ใช่การเริ่มต้นของยุคโลกานิยมจริงๆ
เทศะทางสังคมในโลกปัจจุบันมีความเป็นอาณาเขตและเหนืออาณาเขตไปพร้อมๆ กัน คุณสมบัติสองประการนี้เกิดขึ้นร่วมกันเสมอในความสัมพันธ์ทางสังคมทุกวันนี้ อาทิเช่น ทุกครอบครัวในโลกต้องผจญกับสินค้าระดับโลก การเงินระดับโลก การสื่อสารระดับโลก ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่มีครอบครัว ท้องถิ่น ชาติหรือภูมิภาคใดที่ดำรงอยู่อย่างแยกขาดจากความเป็นไปในโลก สภาพหลายมิตินี้เองทำให้ภูมิศาสตร์มีความซับซ้อนมากขึ้น ในขณะที่โลกที่เราทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ด้วยแนวคิดเกี่ยวกับอาณาเขต-รัฐ-ชาติ กำลังจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ความซับซ้อนนี้เองทำให้เราไม่ควรคิดว่า โลกาภิวัตน์มีความหมายเท่ากับการทำให้เหมือนกันหมด (homogenization) อันที่จริงโลกาภิวัตน์กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีในการผลักดันความหลากหลายทางวัฒนธรรม เช่น กรณีที่ชาวพื้นเมืองใช้กลไกสหประชาชาติและสื่อมวลชนอิเล็กทรอนิกส์เผยแพร่อัตลักษณ์ของตน ยิ่งกว่านั้น พื้นที่ที่ขยายระดับโลกย่อมสามารถรองรับพหุนิยมทางวัฒนธรรมได้ ความเชื่อมโยงระดับโลกยังก่อให้เกิดรูปแบบทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย
เราต้องคำนึงด้วยว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้เกิดขึ้นในอัตราและขอบเขตที่เท่าเทียมกันทั่วโลก แน่นอน เครือข่ายระดับโลกมักหมายถึงประชากรในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตกและเอเชียตะวันออกมากกว่าประชากรในพื้นที่อื่น ๆ แม้กระทั่งภายในอาณาเขตเดียวกันยังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท มีความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นและเพศด้วย
ความเหลื่อมล้ำนี้เองสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะทางการเมืองของโลกาภิวัตน์ เช่นเดียวกับพื้นที่ทางสังคมทุกรูปแบบ ภายในโลกาภิวัตน์ก็มีการจัดสรรอำนาจและการต่อสู้ ดังนั้นจึงไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองในโลกาภิวัตน์ หรือในนโยบายที่ประเทศต่างๆ นำมาใช้เพื่อรับมือกับโลกาภิวัตน์
โลกาภิวัตน์ในเชิงกรอบกระบวนทัศน์
Arif Dirlik ในบทความ “Globalization as the End and the Beginning of History” เสนอว่า โลกาภิวัตน์เป็นกรอบกระบวนทัศน์ (paradigm) หรือวาทกรรม (discourse) ที่ใช้ในการมองโลก รวมทั้งเป็นอุดมการณ์เพื่อการปั้นแต่งโลกให้สอดคล้องกับจินตภาพใหม่เกี่ยวกับโลก ซึ่งย่อมรับใช้ผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งมากกว่าอีกกลุ่ม
เดอร์ลิคเห็นว่าโลกาภิวัตน์เกิดมาพร้อมกับระบบทุนนิยม ดังนั้นโลกาภิวัตน์ในทัศนะของเขาจึงเป็นกระบวนการที่ยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 โดยที่ทุนนิยมไม่เพียงเป็นแรงขับเคลื่อนไปสู่โลกาภิวัตน์ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการรวมโลกให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้การครองความเป็นใหญ่ของยุโรปและอเมริกา ความแตกต่างระหว่างโลกาภิวัตน์ในสมัยก่อนกับในปัจจุบันอยู่ที่ความแตกต่างทางการเมืองและวัฒนธรรม กระบวนการโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจในปลายศตวรรษที่ 19 เกิดขึ้นพร้อมกับลัทธิชาตินิยมและลัทธิอาณานิคม ส่วนโลกาภิวัตน์ยุคปัจจุบันมีลักษณะแบบหลังอาณานิคม (postcolonial) และหลังรัฐชาติ (post-national)
ในเชิงวัฒนธรรม โลกาภิวัตน์ยุคก่อนคือโลกาภิวัตน์ของบรรทัดฐานแบบยุโรป-อเมริกัน ค่านิยมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมของยุโรป-อเมริกันถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายของประวัติศาสตร์ กรอบกระบวนทัศน์แบบนี้คือสิ่งที่เราเรียกว่า ความเป็นสมัยใหม่ (modernization) ลัทธิอาณานิคมและลัทธิชาตินิยมเป็นผลผลิตโดยตรงและโดยอ้อมของกระบวนทัศน์นี้ตามลำดับ กล่าวคือ ลัทธิอาณานิคมเป็นการนำเอาบรรทัดฐานแบบยุโรป-อเมริกันเข้าไปบังคับใช้ในอาณานิคมโดยตรง ส่วนลัทธิชาตินิยมคือการรับเอาบรรทัดฐานแบบรัฐชาติไปใช้แทนระบบการเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบปกครองแบบเผ่าไปจนถึงอาณาจักร ประชากรในโลกถูกจัดลำดับใหม่ตามศักยภาพที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานของ “อารยธรรม” ยุโรป-อเมริกัน การครองความเป็นใหญ่ของยุโรป-อเมริกันนี่เองที่ทำให้พูดได้เต็มปากถึง “ความเป็นสากล” (universality) เพราะการมีบรรทัดฐานระดับโลกเพียงหนึ่งเดียวนั่นเอง
แต่เมื่อระบบทุนนิยมได้ชัยชนะทุกหนแห่งทั่วโลก การพัฒนาความทันสมัยในสังคมหลายๆ แห่งนอกศูนย์กลางยุโรป-อเมริกัน กลับนำไปสู่การปฏิเสธการครองความเป็นใหญ่ของบรรทัดฐานความสมัยใหม่แบบตะวันตก ความเปลี่ยนแปลงในสังคมนอกศูนย์กลางเหล่านี้ก่อให้เกิดแบบแผนเชิงสถาบันและอุดมการณ์ที่แตกต่างหลากหลายขึ้น ถึงแม้แบบแผนเหล่านี้มีความสมัยใหม่อย่างชัดเจน แต่มันก็ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากบริบททางวัฒนธรรม จารีตประเพณีและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างออกไป ทำให้เกิดระบบทุนนิยมที่หลากหลายรูปแบบและวัฒนธรรมแบบทุนนิยมที่หลากหลายเช่นกัน
ชัยชนะของระบบทุนนิยม แทนที่จะนำไปสู่โลกที่มีใบเดียว กลับก่อให้เกิดโลกที่แตกแยกเป็นส่วนๆ (fragmentation) ความเฟื่องฟูของทุนนิยมในเอเชียและเอเชียตะวันออกทำให้เกิดสภาพของศูนย์กลางที่ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่มีหลายๆ แห่งพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า “decentered center” โลกาภิวัตน์จึงเป็นกรอบกระบวนทัศน์ในการมองโลกที่มาแทนที่ความเป็นสมัยใหม่ หรือกล่าวได้ว่า โลกาภิวัตน์คือกรอบกระบวนทัศน์แบบหลังสมัยใหม่ (postmodern) นั่นเอง
อิทธิพลของแนวคิดโลกาภิวัตน์ต่อขบวนการสังคมใหม่
ความย้อนแย้งของแนวคิดโลกาภิวัตน์จากตัวอย่างข้างต้นที่ยกมา มีผลสะท้อนชัดเจนต่อลักษณะของขบวนการสังคมใหม่ ดังพอยกตัวอย่างได้ดังนี้คือ
ประการแรก ขบวนการสังคมใหม่สร้างเครือข่ายขึ้นได้ด้วยอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก พื้นที่ที่เป็นเวทีหลักของขบวนการจึงอยู่เหนืออาณาเขต หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อยู่บนไซเบอร์สเปซ
ประการที่สอง ปฏิบัติการของขบวนการสังคมใหม่มักเกิดขึ้นทั่วโลกในเวลาเดียวกันและดำเนินการได้ทั่วโลกในพริบตา อาทิเช่น ปฏิบัติการต่อต้านสงครามอิรักที่กำหนดวันปฏิบัติการพร้อมกันทั่วโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย หรือการลงนามในหนังสือคัดค้านหรือประท้วงก็สามารถกระทำได้ทั่วโลกโดยไม่จำกัดเฉพาะคนในท้องถิ่นที่เผชิญปัญหานั้นๆ
ประการที่สาม ความซ้อนทับของปัญหาระดับโลกและระดับท้องถิ่น ลักษณะสำคัญของขบวนการสังคมใหม่คือ สามารถอธิบายและเชื่อมโยงปัญหาระดับท้องถิ่นและระดับโลกเข้าด้วยกันได้ ดังคำขวัญว่า “คิดระดับโลก ปฏิบัติระดับท้องถิ่น” (think global, act local)
ประการที่สี่ ขบวนการสังคมใหม่เน้นความหลากหลาย การไม่รวมศูนย์ ไม่แสวงหาบรรทัดฐานสากลที่แนวคิดใดแนวคิดหนึ่งครองความเป็นใหญ่แบบขบวนการสังคมในอดีต
ประการที่ห้า อิทธิพลทางความคิดของขบวนการสังคมใหม่มักมาจากการปะทะสังสรรค์ระหว่างจารีตแบบท้องถิ่นหรือชนพื้นเมืองกับแนวคิดแบบสากลนิยมในยุคก่อน ก่อเกิดเป็นแนวคิดที่บางคนเรียกว่า ขบวนการแบบโพสต์โมเดิร์น เช่น ขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโก ขบวนการ Otpor ในอดีตยูโกสลาเวีย เป็นต้น
ประการสุดท้ายและสำคัญที่สุดคือ ขบวนการสังคมใหม่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่ถูกครอบงำด้วยบรรษัทข้ามชาติ ขบวนการต่างๆ ในขบวนการสังคมใหม่จะมีจุดยืนในเรื่องอื่นๆ แตกต่างกันอย่างไรก็ได้ แต่มีจุดร่วมกันในการต่อต้านโลกาภิวัตน์ของทุนนิยมหรือลัทธิเสรีนิยมใหม่นั่นเอง
ข้อมูลประกอบการเขียน
Dirlik, Arif. “Globalization as the End and the Beginning of History: The Contradictory Implications of a New Paradigm.” http://www.humanities.mcmaster.ca/~global/workpapers/dirlik.pdf.
http://en.wikipedia.org/wiki/Globalization
http://www.sociology.emory.edu/globalization/debates.html#meaning
Scholte, Jan Aart. “The Sources of Neoliberal Globalization.” http://globalpolicy.igc.org/globaliz/define/2005/10scholte.pdf.
Stanford Encyclopedia of Philosophy http://plato.stanford.edu/
Wallerstein, Immanuel. “Globalization or The Age of Transition?: A Long-Term View of the Trajectory of the World-System.” http://fbc.binghamton.edu/index.htm; 1999.
Arif Dirlik (ค.ศ. 1940- ) ชาวตุรกี นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงด้านความเชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์จีน เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัย Duke ระหว่าง ค.ศ. 1971-2001 จากนั้นย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยออรีกอนจนเกษียณใน ค.ศ. 2006 ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนจีนศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง เขามีความสนใจในลัทธิมาร์กซ์ ลัทธิเหมา และลัทธิอนาธิปไตยในช่วงการปฏิวัติของจีน รวมทั้งระบบโลกยุคหลังอาณานิคม
Jan Aart Scholte (ค.ศ.1959- ) เป็นศาสตราจารย์ด้านการเมืองและการศึกษาระหว่างประเทศ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการ Centre for the Study of Globalisation and Regionalisation ของมหาวิทยาลัย Warwick ประเทศอังกฤษ
Immanuel Maurice Wallerstein (ค.ศ. 1930- ) ชาวอเมริกัน นักสังคมวิทยา นักสังคมศาสตร์ประวัติศาสตร์ และนักวิเคราะห์ระบบโลกที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง เขาสอนที่มหาวิทยาลัย McGill University จนถึง ค.ศ. 1976 ย้ายมาสอนที่มหาวิทยาลัยบิงแฮมตันจนเกษียณใน ค.ศ. 1999 และเป็นประธานของ Fernand Braudel Center ซึ่งเน้นการศึกษาด้านเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ และอารยธรรม จนถึง ค.ศ. 2005 วอลเลอร์สไตน์ได้รับเชิญไปสอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลกและได้รับรางวัลเกียรติคุณในฐานะนักวิชาการหลายรางวัล
วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น