อ่านแล้วช่วยคิดคำถามแล้วส่งมาที่เมล์พี่ด้วยจ้ะ
สนทนากับ LAV DIAZ
ภาพยนตร์แห่งปัจจุบันขณะ ของLav Diaz
บทสัมภาษณ์โดย Alexis A. Tioseco
“การไถ่บาปในโลกมนุษย์นี้ ไม่ได้อยู่ที่ใดเลยนอกจากในดวงใจของมนุษย์เอง ในพลังแห่งการไตร่ตรองของมนุษย์ , ในความนอบน้อมของมนุษย์ ในความรับผิดชอบของมนุษย์
Vaclav Havel
จากภาพแรกของหนังเรื่องแรกของเขา - long shot อันน่าจดจำของชายผู้ซึ่งคุกเข่าลงกลางทุ่งโล่ง ใน Serafin Geronimo, Kriminal ng Baryo Concepcion (1998), ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก ดอสโตเยฟสกี จนกระทั่งถึงฉากสุดท้ายในหนังเรื่องล่าสุด – เรื่องเล่าของแม่สองคน ซึ่งเป็นฉากปิดในบทสุดท้ายของ Ebolusyon ng Isang Pamilyang Pilipino (2005) ลาฟ ดิอาซได้เล่าตำนานแห่งการทำลายล้างมวลแห่งสำนึกบาปของคนผู้ซึ่งแสวงหาการไถ่บาป ภาพยนตร์ของดิอาซนั้นอาจร่วมสมัยในหลายประเด็น แต่ไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าการร้อยโยงความสัมพันธ์ของมันเข้ากับขนบและประวัติศาสตร์แห่งสังคม ,วัฒนธรรม และ ภาพยนตร์ฟิลิปปินส์เอง ภายในเจ็ดปี กับภาพยนตร์เจ็ดเรื่อง (รวมถึง HEREMIAS ที่กำลังสร้าง)เขาได้ก่อร่างรูปทรงของงานซึ่งได้แต่ยืนกยัดอย่างโดดเดี่ยวในกระแสของภาพยนตร์ฟิลิปปินส์ร่วมสมัย เขาแสดงหาพื้นที่ใหม่ทั้งในเชิงรูปแบบ และ ประเด็นของเรื่อง ทั้งยังกล้าท้าทายกับมรดกที่ LINO BROCKA ทิ้งไว้กับวงการหนังฟิลิปินส์ด้วย
ในฐานะประเทศ ฟิลิปปินส์ มีปัญหามากมายและมีอดีตอันทุกข์เข็ญ เริ่มต้นจากการดิ้นรนที่จะปลดปล่อยตัวเองทั้งจากอาณานิคมสเปน และอาณานิคมอเมริกัน มาถึงตอนนี้ เราได้รับอิสรภาพแล้ว หากยังต้องกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับตัวเองในเรื่องของการแสวงหาอัตลักษณ์ของตน ซ้ำยังต้องหาทิศทางในการก้าวไปข้างหน้า เงาของเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส และกฏอัยการศึกของเขายังคงทอดทะมึนไปทั่วทุกที่ แม้ช่วงสมัยของเขาจะจบสิ้นไปแล้วเกือบยี่สิบปีก็ตาม มาร์กอสก็ยังคงทิ้งมรดกไว้ ไม่ใช่เพียงแค่ ชื่อเสียงและความมั่งคั่ง แต่ยังรวมถึง มือที่เคยปิดปาก และบรรดาเสียงที่เงียบงัน อันเป็นมรดกแห่งความไร้อำนาจ
การทำหนังในฟิลิปปินส์เอง ก็ต้องยึดเกาะกันไว้ให้แน่นหนา ยิ่งเมื่อพลเมืองต่างตกระกำลำบากอย่างถึงที่สุด คนทำหนังฟิลิปปินส์ตั้งแต่ Ishmael bernal (Nunal sa Tubig, 1975, Manila By Night, 1980 and Himala, 1982) และ Mike De Leon (Kisapmata and Batch 81, both made in 1982) หรือ Peque Gallaga (Oro, Plata, Mata, 1982 and Scorpio Nights, 1985) ได้สร้างสรรค์งานชั้นเลิศภายใต้กฏของมาร์กอส คนทำหนังที่โดดเด่นที่สุดในประเทศในช่วงนั้น ทั้งในแง่มุมภาพยนตร์และการเป็นกระบอกเสียงนั่นคือ Lino Brocka ที่ Brocka เป็น เมื่อเขายอมรับโอกาสนั้น เขาก็ได้สร้างภาพยนตร์แห่งการต่อต้าน เขาผู้ท้าทายกับรูปการณ์ปัจจุบัน และร่างภาพอันชวนสะพรึงของสังคมอันสิ้นหวังถึงขีดสุด
เขาต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับท่ามกลางความโง่เง่าของอุตสาหกรรมหนังตลาด และการเซนเซอร์ที่เข้มข้น บ่อยครั้งBrocka ต้องทำหนังตลาดๆ เพื่อแลกกับการทำหนังชั้นดีสักเรื่อง
และจากสองสายพันธุ์ – กฎอัยการศึก และ Brocka นี้เองที่Diaz ได้รับแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นทำหนัง
ดิอาซเริ่มต้นรับรู้พลังของภาพยนตร์จากการดูMaynila ของLino เมื่อครั้งสมัยเป็นนักเรียน “หนังเรื่องนี้เปลี่ยนความรับรู้ที่ผมมีต่อภาพยนตร์ไปเลย” ดิอาซเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2002 “(มันทำให้ผมตระหนักว่า) สื่อนี้ทรงพลังอย่างยิ่ง : คุณสามารถใช้มันเปลี่ยนแปลงจิตใจของผู้คน ; สภาวะของพวกเขา ; การรับรู้ของพวกเขา นับจากนั้นผมบอกว่า ผมจะทำหนังศิลปะที่ดี สำหรับผู้คนของผม”
เปิดตัวในปี 1998 กับ Serafin Geronimo, Kriminal ng Baryo Concepcion ดิอาซได้ประกาศการมาถึงความสามารถของเขา และอาจจะหมายรวมถึงทิศทางใหม่ของหนังฟิลิปปินส์ด้วยเช่นกัน จากที่ Brocka เคยแสดงให้เห็นว่า สังคมส่งผลกระทบต่อปัจเจกบุคคลอย่างไร Kriminal ของ ดิอาซ ได้จ้องมองต่อไปยังการประทำของปัจเจบุคคลและผลที่มีต่อความผิดชอบชั่วดีของเขา ดูเหมือนเขาจะได้อิทธิพลจากรัสเซียไม่น้อย –หนังเริ่มต้นจาก โควตใน Crime and Punishment ซึ่งแปลเป็นภาษตากาลอค ตัวละครของดิอาซนั้นออกจะคล้ายคลึงกับตัวละครของโอสโตเยฟสกี หากแตกต่างสิ้นเชิงกับตัวละครฟิลิปปินส์ทั่วไป คนเงียบๆซึ่งสำนึกผิดบาปต่ออดีตและพยายามไถ่บาปกับภาวะปัจจุบัน ด้วย Kriminal ดิอาซ ได้สร้างตัวละครแม่แบบและเริ่มต้นสานต่อเส้นทางแห่งสุนทรียศาสตร์
ปี 1999 ดิอาซทำหนังอีกสองเรื่องให้กับ Regal films(ซึ่งเป็น producer ให้กับ Kriminal) หนังขำขันอย่าง Burger Boys ที่ที่จริงเริ่มต้นถ่ายทำก่อนKriminal และอีกเรื่องคือ Hubad Sa Ilalim ng Buwan โดย Burger Boys นั้นเล่าเรื่องของกลุ่มวัยรุ่น ที่เขียนบทหนังเกี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่นซึ่งวางแผนปล้นธนาคาร มันออกจะเป็นหนังที่แปลก และดูเหมือนจะหลุดออกจากบริบทของหนังเรื่องอื่นๆของดิอาซ หนังเต็มไปด้วยฉาก โคลสอัพ ตัดอย่างรวดเร็ว มุมภาพแบบจงใจ เครื่องแต่งกายแปลกๆ และตัวละครประหลาดๆ ซึ่งน่าสนใจยิ่งเมื่อมองว่ามันเป็นการทดลองทางทำหนังแบบมีขนบของผู้กับที่ต่อต้านขนบหนัง
Hubad Sa Ilalim ng Buwan นำพาดิอาซกลับไปยังอาณาเขตซึ่งเขาคุ้นเคยอีครั้ง เรื่องของอดีตพระและสามีผู้ล้มเหลว ( Joel Torre) ผู้ซึ่งูกสาวของเขา มักละเมอเดินเปลือยกาย และจ่อมจมอยู่ในความทรงจำของการถูกข่มขืน หนังตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของเขาและฉายภาพอดีตของเขาราวกับว่าชีวิตของเขาได้ค่อยๆแตกสลายเชื่องช้าลงไปก่อนหน้านี้ อีกครั้งเรามีตัวละครหลักเป็นชายผู้เงียบขรึม เก็บตัว และตามหาอะไรบางอย่าง หนังได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์ และได้ฉายในเทศกาลหนังเบอร์ลิน หากแต่โดนตัดต่อใหม่โดยเพิ่มฉากเซ็กส์ (ที่ไม่ได้ถ่ายโดยดิอาซ) เข้าไปตามคำสั่งของโปรดิวเซอร์
หาก Batang West Side (2001)ก็ถูกสร้างขึ้นแบบอิสระเต็มที่ ซึ่งบางทีอาจจะเรียกได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซเรื่องแรกสำหรับหนังฟิลิปปินส์ร่วมสมัย ดิอาซเริ่มตระหนักรู้ถึงรูปแบบแห่งบสุนทรียะของตนเองและวิธีรับมือกับมัน กล่าวโดยอ้อม รับมือกับกฏอัยการศึก เริ่มจากห้าชั่วโมงอันน่าตื่นเต้น ซึ่งมันตามมาด้วยการที่มันได้กลายเป็นหนังฟิลิปปินส์ที่ยาวที่สุดที่เคยมีการสร้างกันมา และยังถ่ายทำเกือบทั้งหมดในอเมริกา (ปลอดภัยและยังให้ฉากความฝันที่ออกมาทรงพลังอีกด้วย) Batang West Side เล่นกับประเด็นที่ใกล้ตัวสำหรับดิอาซ และคนมากมายในประเทศ
หากในที่นี้ประเด็นและตัวละครนั้นไปไกลกว่าแค่การเป็นเมโลดรามา หรือกาพล้อเลียน หนังคัดเลือกตัวแสดงและจัดวางอย่างยอดเยี่ยม ปล่อยให้คนดูได้มีโอกาส นั่ง ยืน หายใจเข้าและออก (ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์สำคัญในหนังตลอดทั้งเรื่อง รวมถึงในฉากจบด้วย ) พวกเขาได้กลายมาเป็นตัวแทนทางภาพยนตร์ของคนที่เราต่างรู้จักกันดี พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูกพี่ลูกน้อง คนรัก หรือปู่ย่าตายายของเรา กล้องอันเงียบเชียบและเจียมตัวของดิอาซสอดส่องไปยังทุกๆรายละเอียดของชีวิตคนฟิลิปปินส์ในอเมริกา และใช้ทุกนาทีอย่างคุ้มค่า สร้างประโยชน์ให้หนังที่มีเวลาเนิ่นยาวออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ ปลดปล่อยให้ ฉาก อารมณ์ และ ความสัมพันธ์ของผู้คนดิ่งจมลึกไปพร้อมกับนักแสดงและคนดูของเขา
West Side เล่าเรื่องเกี่ยกวับความตายข้างถนนของวัยรุ่นฟิลิปปินส์ ในนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเป็นภาพแทนของรัฐฟิลิปปินส์ในยุคปัจจุบัน ในขณะที่นายตำรวจMijarez ผู้ซึ่งมีความแค้นมืดดำในอดีตได้ลงมือสืบสวนชุมชนฟิลิปปินส์ทั้งหมดเพื่อสืบหาตัวฆาตกร หากกระทั่งหนังจบ การสืบสวนของMijarex ได้นำเขาเขาใกล้ความจริงแต่ก็ไม่สามารถจะสรุปอะไรเกี่ยวกับการตายของHanzelได้ “ถ้าผมยังขืนทำคดีนี่ต่อไป ผมอาจจะต้องฆ่าคนฟิลิปปินส์อีกเป็นจำนวนมากก็ได้” Mijarez พูดขึ้นในฉากสุดท้าย ซึ่งในที่สุดเราได้เข้าใจว่าที่แท้เราทุกคนล้วนมีส่วนรับผิดชอบทั้งสิ้น
หลังเสร็จ West Side เขาตามด้วยงานอีกชิ้นกับRegal Film นั่นคือ Hesus Rebolusyonaryo (2002) ซึ่งเป็นหนังไซไฟซึ่งมีฉากหลังอยู่ในโลกอนาคตที่ไม่ได้แตกต่างจากอดีตมากนัก(ปี 2010) หนังใช้เพลงประกอบจากวงThe Jerks ซึ่งพูดถึงประวัติศาสตร์ที่วนซ้ำตามรูปแบบธรรมชาติของมัน ดิอาซพุ่งความสนใจ หรือที่ถูกคือความวิตกกังวลไปยังเรื่องที่ว่า อนาคตสำหรับสังคมที่ไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นมันจะเป็นอย่างไร หนังเล่าเรื่องราวซับซ้อนที่ไม่ได้มีอารมณ์แบบหนังระทึกขวัญโลกอนาคตทั่วไป หากเป็นหนังจิตวิทยา มากกว่า โดยเราจะได้จับตามองการกระทำและบทสนทนาระหว่างตัวละครหลักสามตัวอันประกอบด้วย Kumander Miguel (Ronnie Lazaro), Col. Simon (Joel Lamangan ) และนักปฏิวัติ Hesus Mariano (Mark Anthony Fernandez) Noel Vera นักวิจารณ์ชาวฟิลิปปินส์เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้โดยใช้ชื่อบทความว่า Future tense ซึ่งนั่นน่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดเกี่ยวกับหนัง
ในเดือนเมษายนปี 2003 ดิอาซย้อนกลับไปทำหนังที่ทำค้างไว้เมื่อ9ปีก่อน โดยหันมาใช้กล้องDV แทนฟิล์ม 16 มม เนื่องจากไม่มีเงินทุน เขา ได้สร้างบรรยากาศทั้งในช่วงก่อนหน้า ระหว่าง และหลังจากกฏอัยการศึก และในเดือน มกราคมปี 2005 ฉบับตัดต่อสุดท้ายของงานชิ้นโบว์แดงยาว 11 ชั่วโมงก็เสร็จสิ้นลง นี่คือหนังอันสวยงามและสับสนนาม Ebolusyon ng Isang Pamilyang Pilipino (2005) ซึ่งไปเปิดรอบปฐมทัศน์ที่ รอตเตอร์ดาม
Ebolusyon ได้สร้างภาพของชีวิตชนบท และเชื่อมโยงมันเข้ากับฉากช่วงของภาพประวัติศาสตร์จากยุคสมัยนั้น บางคนอาจใคร่คิดถามขณะชมภาพยนตร์เรื่องนี้ “ ตัวละครในหนังเรื่องนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับภาพประวัติศาสตร์ที่ปรากฏขึ้นหรือไม่?” หากมันไม่ยากลำบากเกินที่จะประหวัดนัยไปถึงรัฐที่นำมาซึ่ง ‘การสร้างความกลัว’ ถึงข้อต่อระหว่างสองส่วนนี้จะสูญหายไป แต่ก็มีร่องรอยที่บ่งบอกถึงสิ่งที่ดิอาซตั้งใจจะทำ บางคนอาจคาดหวังว่าหนังจะเล่นกับประวัติศาสตร์ในช่วงสำคัญของประเทศ โดยมุ่งวตรงไปที่บรรดาเหตุการณ์ใหญ่ๆ หากดิอาซกลับไปอีกทางหนึ่ง โดยเลือกที่จะไม่สร้าถ้อยแถลงฉบับย่อเพื่อกล่าวหาบรรดาผู้นำประเทศ หากแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่แต่ละปัจเจกบุคคลเลือกกระทำอันเป็นสืบเนื่องจากแรงกดของสังคม ในขณะเดียว ดิอาซได้แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อความทุกข์ที่บรรดาประชาชนต้องแบกรับ หากเขาก็เห็นว่ามันไร้ประโยชน์ที่จะตำหนิใครคนใดคนหนึ่งแทนที่จะเป็นสังคมทั้งหมด และด้วยเหตุผลนี้เอง มันจึงมีความไม่สอดคล้องกันระหว่างภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของจริง กับส่วนที่เป็นเรื่องแต่ง ดิอาซเลือกที่จะไม่แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ที่มีผลต่อตัวละคร หากแสดงว่าทางเลือกของแต่ละคนต่างหากที่กำหนดชีวิตของพวกเขาเอง ความเชื่อมั่นที่มั่นคงลึกซึ้งของPuringที่มีต่อความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินและในการศึกษา ธรรมชาติอันดีงามของKadyo ซึ่งถูกใช้อย่างผิดที่ผิดทางในการสนับสนุนชายคนรัก การจากไปและกลับมาใหม่ของ Reynaldo หรือในบทสุดท้าย เรื่องของแม่ทั้งสอง ที่เป็นเสมือนภาพร่างตัดปะ หนังเรื่องนี้เป็นเหมือนงานศิลปะที่ทั้ง กล่าวหา และให้กำลังใขปัจเจกชนในการผเชิญหน้ากับ การกดขี่ หรือการประกาศความรับผิดชอบต่อการไถ่บาปของตน
คุณคงสัมผัสได้ถึงน้ำหนักกดทับของประวัติศาสตร์ , ของอดีต ในทุกๆเฟรมของหนังของดิอาซ มันถูฏเขียนอยู่ในร่องรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของตัวละครของเขา ในถ้อยแถลงอันตะกุกตะกักของพวกเขา ในคิ้วอันเหี่ยวย่น ในโมงยามของความเงียบงัน นี่คือกุญแจสำคัญในการเปิดสู่หนังของของดิอาซ และความสามารถในการสร้างความสำคัญและความเข้มแข็ง ในขณะที่คนทำหนังในฟิลิปปินส์เป็นลูกผสมระหว่างหนังและถ้อยคำของLino Brocka (ซึ่งหากพูดตามความจริงในเวลานี้ ออกจะเก่าไปแล้ว) โดยพยายามจะลอกเลียนเส้นทางที่เขาเคยถากถางไว้ ดิอาซกลับดัดแปลงและเติบโตขึ้นจากเขา ถอยหลังกลับไปและพยายามจะเข้าใจภาพปัจจุบันของประเทศและผู้คน ยี่สิบปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่เรายังอยู่ภายใต้กฎของเผด็จการ เรารู้สึกได้ว่าข้อมือขอใครที่สมควรจะได้สัมผัสกับคมมีดของเรา วันนี้ ในสังคมซึ่งเร่งรีบที่จะตัดสินและตำหนิผู้คน เลือดเนื้อเดียวที่เหลือพอจะทดสอบย่อมคืเลือดเนื้อของเราเอง กล้องของดิอาซซึ่งแน่วแน่ ไม่คืบเคลื่อน ได้เปิดเผยให้เห็นความจริงภายใต้ผิวหน้า และชี้ให้เราเห็นหนทางของการปลดปล่อย
เนื้อความด้านบน เขียนขึ้นสำหรับ แคตตาล็อกของ 2005 Torino International Film Festival ในงาน retrospective ของ ลาฟ ดิอาซ
จุดเริ่มต้น
AT : ใครเป้นอาจารย์ของคุณในเวิร์คชอปของMowelfund ที่คุณเข้าร่วม? แล้วใครเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ของคุณ Lamberto Avellana? Christoph Janetzko? Nick Deocampo? Gil Portes?
LD : เวิร์คชอปนั้นจัดโดย Surf Reyes, Nick Deocampo, Mac Alejandre and Raymond Red. แล้วก็มีอาจารย์พิเศษ เท่าที่ผมจำได้คือ Peque Gallaga แล้วก็บรรดาผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆของภาพยนตร์ เดือนต่อๆมา Janetzkoจัดเวิร์คชอปหนัง16 มม. ผมได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับของ Gil Portesในหนังเรื่องหนึ่งที่ถ่ายทำใหนนิวยอร์ค แล้วก็ทำหนังสั้นเรื่อหนึ่งกับ Lamberto Avellana มันสนุกมาก เขาเป็นคนบ้าพลัง เพราะมีแผนในหัวเต็มไปหมดเขาคิดหลายเรื่อง หนัง สารคดี ทีวีซีรีส์ โฆษณาทีวี หลักสูตรการศึกษา แม้แต่ จิงเกิ้ลวิทยุ หรือเพลงคริสมาสต์ แต่เวลาส่วนใหญ่ของผมก็หมดไปกับการนั่งฟังเขาคุย และคุยๆไม่ใช่แค่เรื่องหนัง แต่ยังรวมถึง เรื่อง ความใคร่ เรื่องเพศ ผู้หญิง ความรักที่เขามีต่อละครเวที เขาเอาแต่หัวเราะตลอด เป็นคนที่สร้างรงบันดาลใจมากๆ และฉลาดมากๆ เขาเป็นอาจารย์พิเศษ ในเวิร์คชอบการเขียนบท ที่จัดโดย Mowelfund เขาเชิญผมกับ Manny Buising ไปเขียนบทให้เขา เราเคยไปขลุกอยู่ที่ออฟฟิศของเขาอย่สนุกสนาน แล้วจู่ๆเขาก็ตาย มันเร็วมาก แล้วก็เศร้ามาก มีอยู่คำหนึ่งที่บันดาลใจผมมาตลอด คือ “Hanapin ninyo ang sarili nating pagkantot. May sariling pagkantot ang Pilipino.” มัยเป็นข้อความที่นำทางผมไปสู่สุนทรียะส่วนบุคคลแบบของผม และปรัชญาในการทำหนัง
เวริ์คชอปของMowelfund สำหรับผมทั้งคลุมเครือทั้งบ้าคลั่ง มันเป็นเวิร์คชอปที่สั้นมากๆ พวกเขาเรียกมันว่านี่คือทั้งหมดของการทำหนัง ก่อนหน้านั้นผมเคยไปเข้าเวริ์คชอปของริคกี้ ลี มันมีประกาศอยู่ใน Mowelfund ริคกี้ เลือกคนจากเวิร์คชอปมาสามคน ผมเป็นหนึ่งในนั้น เวริ์คชอปนี่ก็ทั้งคลุมเครือทั้งบ้าคลั่งเหมือนกัน เพราะไม่มีใครรู้ว่าตอนนั้นผมเป็นไอ้ขี้ยา ผมไม่ถึงกับติดยาหรอก แต่ตอนนั้นผมกินยาหลายอย่างเนื่องจากสาเหตุบางอย่างเกี่ยวกับปอดของผม จริงๆชีวิตผมอยู่กับยาเลยล่ะ ปอดผมอ่อนแอเอามากๆ โชคดีที่ผมได้เป็นอาสามสมัครลองยาช่วงที่ผมกำลังหางานทำ พวกเขาค้นพบโพรงในปอดข้างซ้ายของผม ดังนั้นเป็นเวลาหกเดือนที่ผมต้องฉีดยากินยา ทั้งเม็ดทั้งน้ำให้ตรงเวลา หมอเตือนผมว่า ถ้าปอดผมไม่ดีขึ้นในหกเดือนมันก้ฒีความเป็นไปได้ที่ผมจะเป็นมะเร็งปอด ผมเมายาอยู่ทุกวันๆ รู้สึกเหมือนลอยไปเวลาเดิน ผิวก็รู้สึกหนาๆชาๆคันๆ หูก็อื้อๆวิ้งๆ ความคิดก็เร็วจี๋ไม่ก็สโลว์โมชั่น ย้อนไปหลัง ไม่ห็ไปข้างหน้า ขึ้น ไม่ก็ลง ออกไปตก ไปหนือไปใต้ ผมเดินได้เป้นชั่วโมงๆ แล้วก็อยู่นิ่งๆได้เป็นชั่วโมงๆ ผมนั่งจ้องแมลงสาบได้เป็นครึ่งวัน ผู้คนดูพิลึกๆ งานเขียนของผมก็ออกไปทางเลอะเลือน มันเป็นช่วงเวลาที่บ้าคลั่ง แล้วMowelfund ก็ตังอยู่ตรงชั้นล่างของManila Bay Film Center อันน่าสะพรึงของอิเมลด้า มาร์กอส ซึ่งร่ำลือกันว่ามีคนงานเป็นร้อยถูกฝังทั้งเป็น ช่วงเวลาที่มาดามจะเต้นรำกับจอร์จ แฮมิลตัน ฟังเพลงเปียโนรัสเซีย และร้องเพลง “Dahil sa ‘Yo” บนเรือยอชที่มุ่งหน้าไป Corregidor อิเมลด้าคือมนต์วิเศษที่มีอยู่จริง
ที่จริงผมต้องบอกว่าพ่อของผมต่างหากที่เป็นครูสอนหนังให้กับผม พ่อเป็นคนคลั่งหนังตัวจริง เราอาศัยอยู่กลางป่าของหมู่บ้านห่างไกลใน Cotabato ม Mindanao แต่ทุกสุดสัปดาห์หรือในวันหยุด เราจะไม่เคยพลาดที่จะไปโรงหนัง มีโรงหนังสี่โรงในตัวเมือง ขับไปสักสองชั่วโมงจากหมู่บ้านที่เราอยู่ แล้วตอนนั้นเขาชอบฉายหนังควบ เราจะไปดูมัน แล้วคุยถึงมันหลังจากหนังจบ และพ่อแม่ผมก็ยังเป็นหนอนหนังสือ นักเล่าเรื่อง แล้วก็เป็นครูอีกด้วย พวกเขาอ่าน อ่าน อ่าน และอ่าน พ่อผมน่ะหลงไหลวรรณกรรมรัสเซียมากๆ พวกเขาเป็นคนขยันและเป็นผู้ให้ที่วิเศษ ดังนั้นตรรกวิทยา และความกระตือรือร้นในช่วงเวลาเหล่านั้นเองที่ส่งผลต่อหนังของผม และต่อวิธีที่ผมมองโลก
AT: เล่าให้ผมฟังหน่อยว่าคุณเริ่มต้นในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้อย่างไร ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าคุณเริ่มจากการเป็นส่วนหนึ่งในทีมเขียนบทของ Fernando Poe Jr นั่นเป็นหนังแอคชั่นหรือเปล่าครับ?
LD ระหว่างปีแรกๆผมดิ้นรนอย่างยากลำบากในหารเข้าสู่วงการหนัง เพราะตอนนั้นยังไม่พวกดิจิตอล กล้องก็ขาดแคลน โดยเฉพาะกล้อง 16 มม ที่เราเลือกใช้ หนำซ้ำราคาของฟิล์มsuper 8 ก็แพง ฉะนั้นถ้าอยากก้าวหน้าในการเป็นคนทำหนัง มันก็หมายความว่าคุณต้องเข้าสูระบบหนังกระแสหลัก ซึ่งเราเรียกกันว่า ‘อุตสาหกรรม’ และอย่างที่คุณรู้ สถานภาพ และวัฒนธรรมของอุตสาหกรรมนี้มันเป็นศักดินามากๆ พวกเขาทั้งหวงที่ และทั้งระแวดระวังบรรดาพวกมาใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ ‘จบโรงเรียน’ มา การจะก้าวเข้าไปในนั้นน่ะยากมาก มันเป็นเรื่องที่พูดถึงได้ยาก ผมหมายถึงว่ามันยากมากๆจริงๆ บ่อยครั้งที่คุณต้องกลืนเอาความภาคภูมิของคุณลงไปแล้วยอมประนีประนอมกับวิถีเดิม และถ้าคุณไม่รู้จักใครเลย หนทางเดียวคือการเขียนบท และทำให้คนได้เห็นมันหรือไม่ก็ส่งมันเข้าประกวด ซึ่งผมชนะในการประกวดครั้งหนึ่ง the FPJ-Mowelfund Screenwriting Contest ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Fernando Poe Jr.ผู้ที่วงการหนังฟิลิปปินส์ขนานนามว่าเป็นราชาหนังแอคชั่น ในบรรดาผู้ชนะประกวด เขาจะเลือกสองคนมาทำงานในโปรเจคต์ต่อไปของเขา ผมเป็นหนึ่งในสอง โดยมีนักเขียนที่มีประสปการ์ณคอยช่วยเหลือเรา มันเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่ง จากนั้นผมทำหนังอีกโปรเจคต์หนึ่ง เป็นหนังตลกกับบริษัท Regal จากนั้นผมก็เลิก Fernando Poe ยังอยากให้ผมอยู่กับทีม แต่ผมไม่อยากทำอีกแล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งที่เป้นคู่หูผม Manny Buising เขาเขียนบทให้กับ The King จวบจนหนังเรื่องสุดท้ายของเขา Buisingเอง ก็ถือเป็น Palanca ผู้ยิ่งใหญ่เหมือนกัน
Ebolusyon ng Isang Pamilyang Pilipino
AT ช่วยเล่าถึงพัฒนาการใน Ebolusyon ผมเข้าใจว่าคุณมองเห็นเรื่องที่ต่างไปในช่วงต้นของหนัง ที่เกี่ยวกับชาวประมงฟิลิปปินส์ซึ่งกระโดดลงเรือในอเมริกา แต่ลองเริ่มจากฉากในมะนิลาที่โดดเด่น ซึ่งคุณก็ตัดสินใจจะถ่วงความสนใจไปหามัน ที่จุดเฉพาะในเวลานั้น อะไรคือพลอตเรื่องหลักของเรื่องเล่าแห่งฟิลิปปินส์ คุณเห็นได้ยังไงว่าเรื่องจะเดินหน้าไปทางไหน และจะจบเรื่องลงยังไง
LD อืม... ผมมีแค่ภาพร่างแต่ไม่มีพลอต มีโน้ตเอาไว้ตามต่อ ซึ่งมันก็ออกจะกำกวม และคลุมเครือเพราะผมเล่นกับมันเฉพาะแต่ในความคิดของผม ผมไม่ได้เขียนออกมา ผมง่วนอยู่กับกระบวนการพื้นฐาน พยายามคลำหาเส้นด้ายเชื่อมโยง นั่นคือช่วงเวลาที่ผมตัดสินใจจะไล่ตามเรื่องเล่าของฟิลิปปินส์และทำมันให้จบ ผมต้องค้นหาเรื่องราวต่าง นั่นเป็นช่วงpost production ของ Batang West Side ดังนั้นมันจึงไม่มีพลอตจริงๆให้จับต้อง ทุกสิ่งล้วนเปิดกว้าง –ผมมีตัวละคร ถ่ายทำไปหลายต่อหลายฉาก โดยมากก็ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งก็เนื่องเพราะมันมีช่วงว่างในขั้นตอนproduction แต่ระหว่างการเดินทางไปสู่ผลรวมของงานทั้งหมด ผมก็ค่อยๆสร้างสมมติฐาน ในการคว้าจับภาพการดิ้นรนของบรรดาคนเล็กคนน้อยในฟิลิปิปินส์ ท่ามกลางสังคมที่ใช้การไม่ได้ เต็มไปด้วยระบบศักดินาแลการฉ้อฉล หากนี่ก็เป็นเพียงการโฟกัสเรื่อง แต่มันก็ยังไม่ใช่เส้นเรื่องหลักอยู่ดี กล่าวตามสัตย์ มันมาถึงจุดที่ผมเหนื่อยล้าท้อแท้อย่างถึงที่สุด แรงกระตุ้นอันรุนแรงของผมคือการที่ผมจะต้องเขย่าการขีดทิ้งของงานที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ซึ่งใช้เวลาเนิ่นยาวในการเข้าใกล้เพื่อที่จะทำลายทิ้ง เท่าที่ผมมีอยู่คือฟุตเตจที่กองเป็นภูเขาเลากา ผลจกการถ่ายอันยืดเยื้อข้ามปี การนั่งดูฟุตตเตจนั้นลำพังเป็นเรื่อง ย่าเอหน่าย โหดเหี้ยม และวะชวนท้อใจ เป็นบททดสอบความอดทน ผมนั่งดูมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วเล่นมันซ้ำอีกในหัวเพื่อจะหาความช่วมโยงของความไร้ระเบียบและช่องโหว่ทั้งหมด จดโน้ตเกี่ยวกับตัวละคร และอายุของพวกเขา นักแสดง และอายุของพวกเขา ใครตาย ใครมีชีวิตอยู่ เรื่องของความต่อเนื่อง และความเป็นผลของเหตุการณ์ หากแน่นอน คำมั่นสัญญาและความเป็นไปได้ซึ่งภาพเหล่านั้นเสนอให้มันบันดาลใจพอจะผลักดันให้ผมทำหนังไปจนจบได้ ตลอดช่วงเวลานั้น บางครั้งราวกับมันได้เปลี่ยนรูปไปเป็นผืนผ้าใบที่มีชีวิต ให้ความรู้สึกที่คล้ายคลึงหับการค้นพบภาพถ่าย หรือภาพเขียนเก่าๆซึ่งคุณรู้สึกมีส่วนร่วม รู้สึกเชื่อมโยงกับมัน ผมคิว่ามันทั้งหลอกหลอนและงดงาม ผมรู้สึกผิดที่ปลอ่ยให้พวกมันต้องจมกองฝุ่นและอากาศร้อน ทิ้งข้างไว้และไม่ถูกทำให้สำเร็จ มันให้ความรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าเป็นสิ่งสำคัญ และผมไม่ต้องการจะสูญเสียมัน ผมรู้ว่าผมมีบางสิ่งที่พิเศษ แต่มันก็สะดุดลงอีกครั้งตอนที่ผมถ่าย Hesus the Revolutionary และหลังจากการทะเลาะกันมากมาย Btang West Side ก็เสร็จลงและออกฉาย ระหว่างการฉายที่ นิวยอร์ค ในเทศกาล Asian American film festival ผมก็จู่ๆค้นพบไอเดียปิ๊งขึ้นในหัว ผมได้เจอเส้นด้ายที่จะร้อยเรียงเรื่องราวไปสู่บทสรุป ซึ่งมันคือความคิดที่ว่าให้ตัวละครตามหาทองคำ อย่างไม่รู้จบ มันเป็นการอุปมาอุปไมยที่ผมจะใช้ในการสะท้อนภาพการดิ้นรน ทั้งทางสังคม การเมือง ศาสนา วัฒนธรรม ของประชาชนแห่งประเทศเรา มันคือคุณสมบัติที่จะไม่เปลี่ยนแปลง ของคนฟิลิปปินส์แท้ๆ หรือกระทั่งมนุษย์แท้ๆ -การแสวงหาการไถ่บาปชั่วนิรันดร์ และนี่คือบุคลิกของ Fermando ซึ่งเล่นโดย Ronnie Lazaro นับจากนั้นผมก็เริ่มสร้างจุดเชื่อมต่อกันระหว่างตัวละครและการใช้บรรดา found footage ความต่อเนื่องค่อยๆกลายเป็นเรื่องราว การเล่นกับเวลา การใช้ยุคสมัยและประเด็นในการสรุปรวบยอดเริ่มชัดเจนขึ้น และในที่สุด ทุกๆองค์ประกอบได้กระตุ้นในเกิดภาพที่ผมตามหาสำหรับ Evolution of a Filipino Family
AT : Ebolusyon อธิบายถึงจุดดับแห่งประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ หากแต่โฟกัสไปยังชีวิตคนเล็กคนน้อยมากกว่าภาพรวม จากนั้นก็สอดแทรกภาพจริงจากยุคสมัย เพื่อให้พื้นฐานทางช่วงเวลาในประวัติศาสตร์คุณช่วยเล่าเกี่ยวกับโครงสร้างของ Ebolusyon และความแตกต่างของมัน และเหตุผลของการแทรกภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เข้าไป
LD : คนเล็กคนน้อยคือรากฐานของสังคมใหญ่ ขณะเดียวกันสังคมใหญ่ก็เป็นกระจกสะท้อนคนเล็กคนน้อย คนเล็กคนน้อยคือแก่นสารของภาพรวมสังคม และอื่นๆ การแทรกภาพประวัติศาตร์นั้นก็คือการสร้างหมุดหมาย หรือการให้สัญญาณว่า ช่วงเวลานั้นมีอิทธิพลอะไรกับเรื่องราว แต่ผมสอดแทรกภาพเหล่านั้น รวมถึง แฟลชแบค หรือความทรงจำ หรือความฝันซึ่งไม่แจ่มชัดและไม่ระมัดระวัง จังหวะภาพเหล่านั้นก็เป็นการปล่อยไหล มันมาและไปเกือบจะพร้อมกับความคืบหน้าของเนื้อเรื่อง มันไม่มีรูปแบบของการแบ่งบทแต่อย่างใด หน้าที่ของมันคือการสร้างบริบทให้กับตัวละคร มันจะชี้ไปยังห้วงเวลาจำเพาะเจาะจงโดยไม่ต้องเสียเวลาขึ้นซับไตเติ้ลหรือวันที่ ตัวอย่างเช่น Huling หญิงสาว เดินข้ามทุ่งขึ้นคู่เคียงกับภาพของ EDSA นั้นช่าวฟิลิปปินส์มากๆ และมันชี้ไปยังเวลาจำเพาะในประวัติศาสตร์ของเรา Huiling แม้ว่าการดำรงอยู่ของเธอในหลายช่วงที่แตกต่างกันจะเป็นตัวแทยเหตุการณ์แต่ละอันของช่วงเวลาการเดินขบวน EDSA Huiling กับ EDSA เป็นเสมือนภาพแทนของ นินอย อาควิโน กับ มาร์กอส , ลิโน บรอคกา กับ มาร์กอส , ทหาร , มาร์กอส และ คัดโย(Kadyo) ความชั่วคราวอันชั่วนิรันดร์ และเจ้าเด็กหลง Raynaldo และ จิตวิญญาณหลงทางแห่งฟิลิปปินส์ งานทุกชิ้นของผมโฟกัสไปที่เรื่องราวของผู้คน ปัจเจกชน สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับฟิลิปปินส์ การต่อส็ของฟิลิปินส์และประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ ตัวละครเล็กๆอย่างเช่น Hilda Gallardo จิตป่วน ก็สำแดงเรื่องราวนั้น และเรื่องราวเหล่านี้ให้ความหมายกับฉากหลังที่ยิ่งใหญ่กว่า ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องเชิงสังคม การเมือง เศรษฐกิจ หรือกระทั่งศาสนา หรือกระทั่งปรัชญา เรื่องราวของปัจเจกชนคนฟิลิปปินส์คือเรื่องราวของการต่อสู้ของฟิลิปปินส์ ใน Ebolusyon ความรุนแรงที่เกิดกับตัวละครนั้นมาจากความยากจน ความเป็นคนชายขอบ และการถูกเพิกเฉยจากระบบ กระบวนการสร้างความรุนแรงนี้ ถูกเน้นย้ำผ่านทางการสรุปย่อของช่วงเวลาที่เป็นฟาสซิสต์ขั้นสูงสุด ซึ่งคือช่วงเวลาของกฏอัยการศึก โดนตัวมันเอง ความยากจนก็คือความรุนแรงโหดร้ายทั้งที่เห็นเด่นชัดและซ่อนเร้นอยู่แล้ว ยิ่งเมื่ออยู่ในระบบที่ล้มเหลวทั้งที่เห็นเด่นชัดและซ่อนเร้นด้วยแล้ว ด้วยข้อสรุปนี้ทำให้ภาพของEbolusyonง่านที่จะติดตามมากขึ้น ผมมีภาพชัดแจ้งเกี่ยวกับแต่ละช่วงเวลา กับการดิ้นรนของตัวละคร ผมเติบโตขึ้นในช่วงเวลานั้น ผมรู้จักบรรดาตัวละครเฟหล่านี้ ผมพยายามจะทำความเข้าใจช่วงเวลานั้นและก็ยังคงพยายามจะเข้าใจมันอยู่ ซึ่งกระทำอย่างหนัก ผ่านงานของผมเอง ผมสำรวจตรวจสอบ และเผชิญหน้ากับมัน และยังคงดิ้นรนที่จะเข้าใจมันอยู่ เราจะช่วย Raynaldo ได้ไหม เราจะช่วยจิตวิญญาณของฟิลิปินส์ได้ไหม ?
โครงสร้างนั้นไม่เคยเป้นปัญหา กระบวนการของผมคือในแต่ละวันผมนั่งลงเขียนการต่อสู้ของบรรดาตัวละคร ผมแค่จะติดตามพวกเขาไป บ่อยครั้งที่ผมเขียนบท บทสนทนาในวันก่อนถ่ายแค่วันเดียว บางทีก็ในวันที่ถ่ายนั่นแหละ บ่อยครั้งผมปล่อยให้สัญชาตญาณและสามัญสำนึกนำทาง และบ่อยครั้งเช่นกันที่ผมปฏิเสธ ความคิดสร้างสรรค์แบบปัญญาชน ในการเชื่อมโยงตัวละคร เข้ากับวัฒนธรรมที่พวกเขาเป็นภาพแทน : มันแค่ว่าเราต้องซื่อสัตย์ ในการเชื่อมโยงกับภาษาภาพยนตร์ดั้งเดิม ไม่มีกฏอะไรนอกจากกฏของผมเอง ผมไม่ได้โยนทฤษฎีทิ้ง เพราะจริงๆเราไม่มีทางหนีมันพ้นอยู่แล้ว หากในท้ายที่สุด การยกเลิกกฎต่างๆของผมก็แค่เพียงเป็นไปเพื่อแสวงหาความจริง ซึ่งที่จริงคือการทำการต่อสู้นั้นๆให้เข้าใจง่ายขึ้น ผมว่ามันจะเป็นการต่อสู้ที่เอาชนะได้ยาก แน่ล่ะ การคิดถึงฟุตเตจเหล่านั้นเป็นเรื่องน่ากลัว โดยเฉพาะในช่วงโพสต์โปรดักชั่น เช่นเดียวกันกับประเด็นของการผสม ฟุตเตจดิจิตัลเข้ากับฟุตเตจ16 มม. และตอนแรกนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะ ผมมองเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในตอนนั้นผมเองก็คิดวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องการเปรียบเทียบระหว่างเซลลู,อยด์ กับดิจิตัลอยู่ด้วย มีบรรดาวาทกรรมที่รบกวนจิตใจของผม บรรยากาศมันไม่ไดเหมือนการมาถึงของหนังเสียงทซึ่งตามมาด้วย ‘การถกเถียงครั้งใหญ่’ แต่อย่างไรก็เถอะ ประเด็นของมันคือสุนทรียะ ดิจิตัลหรือเซลลูลอยด์ , หนังเงียบหรือหนังเสียง , สีหรือขาวดำ อย่างไรเสียสื่อมันก็ยังคือภาพยนตร์นั้นเอง ผมมุ่งความสนใจไปยังวัตถุดิบของตนมากกว่า นี่คือวัตถุดิบของผม ฟุตเตจของผม ผมจะทำมันให้ดีที่สุด ผมจะทำให้มันใช้การได้ ประสปการณ์ที่ผมมีจากงาน ศิลปะจัดวาง โดยใช้วัตถุเท่าที่หาได้ ช่วยผมมากในเรื่องนี้ ตลอดช่วงเวลาที่ผมอาศัยใน East Village ในนิวยอร์ค เพื่อนของผม 90เปอร์เซ็นต์เป็นจิตรกร และนักแสดง ทุกๆคนเองก็ต่างดิ้นรน และพวกเขาทุกคนโดยพื้นฐานคือ ‘ศิลปินแห่งวัตถุเท่าที่หาได้’ คนประเภทที่จะทำงานจากสิ่งที่เขามีอยู่ และสิ่งที่เขาพอหาได้ พวกเขาเพลิดเพลินกับข้อจำกัดของตน และพวกเขาสร้างงานศิลปะชั้นยอดในพื้นที่เล็กที่เรามี หรือแม้แต่ตามถนนหนทาง การฝึกฝนนี้ กลายเป็นประโยชน์และเป็นเกราะป้องกันชั้นดีสำหรับผมด้วย ผมไม่กลัวอีกต่อไป และจากนั้น ผมก็อ้าแขนต้อนรับดิจิตัล
วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)