วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การเคลื่อนย้ายพลเมืองโลกในยุคโลกาภิวัตน์

เอกสารประกอบการเรียน หัวข้อ โลกาภิวัตน์
มี 2 บทความ

การเคลื่อนย้ายพลเมืองโลกในยุคโลกาภิวัตน์
โดย ณัฐพงศ์ บุญเหลือ
ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น

http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document95158.html

'แรงงานต่างด้าว' เรื่องของชาวไทย

http://www.ftawatch.org/news/view.php?id=1670

การบ้าน

ขอให้นักเรียนเขียน paper เรื่อง โลกาภิวัตน์ในและนอกตัวข้าพเจ้า

ส่งงานวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน ในห้องเรียน

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เปิดเทอมแล้ว

FM 450 Contemporary Themes in Film: Theory and Practice

ศึกษาแนวคิดต่าง ๆ ที่น่าสนใจในภาพยนตร์ร่วมสมัยซึ่งเป็นผลมาจากกระแสความตื่นตัว สถานการณ์ทางสังคมและพัฒนาการ หรือความเปลี่ยนแปลงของทฤษฎีภาพยนตร์ที่อยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลต่อความคิดสร้างสรรค์ การศึกษาวิเคราะห์ ความนิยมและการตอบรับภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น ความรุนแรงในภาพยนตร์ (Violence) ภาพยนตร์ของเพศที่สาม (Queer Film) ภาพยนตร์นอกกระแส (Independent Film) ภาพยนตร์โลกที่สาม (Third World Cinema) เป็นต้น

งานขิ้นแรก
อุ่นเครื่องหนังร่วมสมัย (ส่งวันจันทร์ 17 พฤศจิ ในห้องเรียน)

กรุณาโหลดอ่าน/ปรินต์ เอกสารประกอบการสอนสำหรับการเรียนครั้งต่อไป

Globalization โลกาภิวัตน์
เขียนโดย ภัควดี วีระภาสพงษ์
(จากคอลัมน์ คำขบวน นิตยสารฟ้าเดียวกัน http://www.sameskybooks.org/2008/02/15/globalization/)

คำว่า “โลกาภิวัตน์” (Globalization) เป็นศัพท์ใหม่ที่สร้างความฮือฮาและร้อนแรงทั้งในวงการวิชาการและสื่อสารมวลชนในช่วงทศวรรษ 1990 คำคำนี้ไม่เพียงมีอิทธิพลต่อสังคมศาสตร์หลายแขนง ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐศาสตร์ วัฒนธรรมและเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ยังมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์และความรู้สึกนึกคิดของคนจำนวนมากในยุคสมัยใหม่

โลกาภิวัตน์เป็นคำที่เกิดมาก่อนหน้าทศวรรษ 1990 แล้ว โดยเริ่มต้นจากนักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรมชาวแคนาดา มาร์แชลล์ แมคลูฮาน (Marshall McLuhan) ใน ค.ศ. 1964 เขากล่าวถึงคำว่า “หมู่บ้านโลก” (global village) หมายถึงโลกยุคใหม่ที่ตั้งอยู่บนฐานของเทคโนโลยี อันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่เร่งเร็วขึ้นในทุกระดับของสังคมมนุษย์

ความหมายของโลกาภิวัตน์ในสื่อมวลชนกระแสหลักของตะวันตก (ซึ่งมีอิทธิพลต่อสื่อมวลชนกระแสหลักในภูมิภาคอื่นๆ ส่วนใหญ่ของโลก) คำคำนี้บ่งบอกถึงปรากฏการณ์ของการครองความเป็นใหญ่ของลัทธิเศรษฐกิจตลาดเสรี การครองความเป็นใหญ่ของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยตะวันตก วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมแบบอเมริกัน (“Americanization”) การแพร่ขยายของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่ (“Internet Revolution”) การปฏิวัติการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ตลอดจนถึงทัศนคติว่า มนุษยชาติกำลังยืนอยู่ตรงธรณีประตูที่จะก้าวไปสู่การรวมโลกเป็นชุมชนหนึ่งเดียวที่ไม่มีความขัดแย้งทางสังคมใหญ่ๆ หลงเหลืออยู่อีก (แต่แนวคิดเช่นนี้มลายเป็นอากาศธาตุไปกับการเกิดวินาศกรรม 9/11 และความเชื่อใหม่เกี่ยวกับ “สงครามระหว่างอารยธรรม”)

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คำว่า “โลกาภิวัตน์” เป็นคำที่มาพร้อมกับการขยายตัวของระบบทุนนิยม การล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ ความเชื่อว่าระบบทุนนิยมมีชัยชนะเบ็ดเสร็จ “เราไม่มีทางเลือกอื่น” และประวัติศาสตร์ “สิ้นสุดแล้ว” นักคิดของฝ่ายซ้ายตะวันตกจึงมักวิจารณ์ว่า โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นเป็นแค่ “โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ” (economic globalization) หรือ “โลกาภิวัตน์ของบรรษัท” (corporate globalization) ซึ่งภาคธุรกิจและบรรษัทข้ามชาติคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในโลก การต่อต้านโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจหรือโลกาภิวัตน์ของบรรษัทนี่เอง ทำให้สื่อมวลชนกระแสหลักในตะวันตกขนานนามขบวนการสังคมใหม่ว่า “ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์” (Anti-globalization Movement) ในขณะที่ขบวนการสังคมใหม่ไม่เห็นด้วยกับการขนานนามเช่นนี้และมักนิยามตัวเองเป็น “ขบวนการความยุติธรรมโลก” (Global Justice Movement) ยืนยันว่าขบวนการต่างหากที่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ที่แท้จริงหรือโลกาภิวัตน์ของประชาชน ดังที่มักเรียกขานกันว่า “โลกาภิวัตน์รากหญ้า” (grassroots globalization)

ลักษณะสำคัญของโลกาภิวัตน์

การพยายามนิยามความหมายและลักษณะของ “โลกาภิวัตน์” มีมากมายอย่างยิ่ง แต่โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว โลกาภิวัตน์มีลักษณะดังนี้คือ

ประการแรก โลกาภิวัตน์มีลักษณะของ “การลดความสำคัญของอาณาเขตประเทศ” (deterritorialization)

ประการที่ 2 โลกาภิวัตน์คือ “การเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน” (interconnectedness) ของสังคมโดยข้ามพ้นพรมแดนทางภูมิศาสตร์และการเมือง

ประการที่ 3 โลกาภิวัตน์มีนัยยะที่บ่งบอกถึง “ความเร็ว” (velocity) ของกิจกรรมทางสังคมของมนุษย์

ประการที่ 4 แม้จะมีข้อถกเถียงอยู่มากว่าโลกาภิวัตน์เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อไร แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่มีระยะเวลายาวนาน

ประการที่ 5 โลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายๆ ด้าน (เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม)

การถกเถียงเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์

นับตั้งแต่แนวคิดเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์แพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1990 มีการถกเถียงโต้แย้งกันมากเกี่ยวกับคำคำนี้ และสิ่งที่เป็นลักษณะพิเศษก็คือ การถกเถียงเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์มักเป็นการวิวาทะทางวิชาการที่เจือปนไปกับความขัดแย้งของแนวคิดและจุดยืนทางการเมือง เราอาจแบ่งหัวข้อการวิวาทะหลักๆ เป็นหัวข้อใหญ่ๆ ได้ดังนี้คือ:

1. ความหมาย: กระบวนการที่เกิดขึ้นเอง หรือ การวางแผนโดยเจตนา

ทัศนะทั่วๆ ไปมักมองว่าโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง โดยมีนักคิดชื่อดังที่ตอกย้ำแนวคิดแบบนี้ เช่น โธมัส ฟรีดแมน เป็นต้น ในทางตรงกันข้าม นักวิชาการและนักกิจกรรมสังคมบางกลุ่มมองว่า โลกาภิวัตน์เป็นแผนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ เป็นการวางแผนที่ตั้งอยู่บนอุดมการณ์แบบเสรีนิยมใหม่ เพื่อทำให้รัฐและปัจเจกบุคคลตกอยู่ภายใต้อำนาจของตลาดเสรี

2. การตีความ: ยุคใหม่ หรือ ไม่มีอะไรใหม่

นักคิดฝ่ายหนึ่งมองว่า โลกาภิวัตน์คือความแปลกใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลก เพราะมันทำให้โลกกลายเป็น “สถานที่เดียวกัน” อย่างไม่เคยเกิดมาก่อน มนุษย์กำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคโลกานิยม” (“global age”) ซึ่งจะนำไปสู่การสิ้นสุดของรัฐชาติและการเกิดขึ้นของระเบียบโลกยุคใหม่ ส่วนฝ่ายที่คิดตรงข้ามแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเห็นว่า ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ โลกาภิวัตน์เป็นแค่การขยายลัทธิจักรวรรดินิยมออกไปตามตรรกะของระบบทุนนิยม มันเป็นแค่ชัยชนะของทุนเหนือระบอบประชาธิปไตยและรัฐชาติเท่านั้นเอง กลุ่มที่สองเห็นว่า รัฐบาลยังคงมีความเข้มแข็งและระเบียบโลกใหม่ยังไม่เกิดขึ้นง่ายๆ กลุ่มสุดท้ายเห็นว่า โลกไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียว แต่แตกแยกเป็นค่ายอารยธรรมที่ขัดแย้งกัน นักคิดที่โด่งดังในกลุ่มสุดท้ายนี้มีอาทิ Samuel Huntington เป็นต้น

3. การประเมิน: ดี หรือ ไม่ดี

ในสายตาของฝ่ายที่มองโลกาภิวัตน์ในทางที่ดี สิ่งที่ควรเฉลิมฉลองในยุคหมู่บ้านโลกก็คือ เสรีภาพ เสรีภาพในการสื่อสาร เสรีภาพทางการค้า เสรีภาพทางความคิด แต่เมื่อถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 20 อาการเฉลิมฉลองเริ่มซาลง มีเสียงพูดมากขึ้นที่แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไปสำหรับประชากรโลกหลายๆ กลุ่ม ปัญหาอำนาจอธิปไตยของชาติ ความไม่เท่าเทียมและเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และอิทธิพลที่มากเกินไปของสหรัฐอเมริกา

4. การอธิบาย: แง่ร้าย หรือ แง่ดี

หลายคนเห็นว่า พลวัตของโลกาภิวัตน์เป็นแค่การแสวงหาผลประโยชน์ทางวัตถุของมหาอำนาจและบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งใช้เทคโนโลยีใหม่มาปั้นแต่งโลกตามกฎเกณฑ์ที่ตัวเองตั้งขึ้นมา ส่วนอีกฟากหนึ่งมองว่า โลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดสำนึกถึงการอยู่ร่วมกันบนโลกใบเดียวกัน

5. การเมือง: จุดจบ หรือ การฟื้นคืนชีพของรัฐชาติ

ฝ่ายที่เห็นว่าโลกาภิวัตน์คือจุดจบของรัฐชาติ ให้เหตุผลว่า หลักการการค้าเสรีจำกัดรัฐชาติในการสร้างนโยบายเพื่อคุ้มครองการผลิตของท้องถิ่น การเคลื่อนย้ายของทุนทำให้รัฐสวัสดิการมีความสามารถในการแข่งขันน้อยลง อีกทั้งองค์กรโลกบาล อาทิ IMF และ WTO มีอิทธิพลเหนือรัฐชาติมากเกินไป ส่วนอีกฝ่ายเห็นว่า รัฐชาติในโลกน่าจะมีความสำคัญยิ่งกว่าเดิม เพราะมันมีบทบาทพิเศษในการสร้างเงื่อนไขเพื่อกระตุ้นความเติบโตและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ รัฐชาติจะเป็นผู้เล่นสำคัญในองค์กรและสนธิสัญญาต่างๆ ที่มุ่งแก้ปัญหาระดับโลก

6. วัฒนธรรม: ความเหมือน หรือ ความแตกต่าง

ข้อวิจารณ์ที่ได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ก็คือ มันนำไปสู่สภาพทางวัฒนธรรมที่เหมือนกันหมด โลกใบเดียวกันหมายถึงการลดทอนความแตกต่าง ค่านิยมของโลกเข้ามาแทนที่คุณค่าของท้องถิ่น และที่สำคัญคือการเป็นจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา แต่ฝ่ายที่โต้แย้งเห็นว่า โลกาภิวัตน์จะนำไปสู่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมต่างหาก การมีปฏิสัมพันธ์ในระดับโลกจะนำไปสู่การผสมผสานใหม่ๆ ทางวัฒนธรรม หรือทำให้ท้องถิ่นปกป้องวัฒนธรรมของตนเองอย่างเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม วัฒนธรรมท้องถิ่นมีความสามารถในการตีความค่านิยมใหม่ให้สอดคล้องกับจารีตของตัวเองอยู่แล้ว อีกทั้งค่านิยมระดับโลกอย่างหนึ่งก็คือ การเน้นย้ำคุณค่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมนั่นเอง

งานเขียนที่เกี่ยวข้องกับโลกาภิวัตน์มีมากมายนับไม่ถ้วน ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างแนวคิดบางประการเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์

โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ

อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ (“Globalization or The Age of Transition?,” 1999) เขียนถึงแนวโน้มหลักสามประการที่เป็นข้อจำกัดของการสะสมทุน อันนำไปสู่วิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างของระบบทุนนิยม อาจกล่าวได้ว่าวิกฤตการณ์เหล่านี้นี่เองที่ทำให้ระบบทุนนิยมต้องปรับตัวไปสู่โลกาภิวัตน์และระบบเสรีนิยมใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อแก้ปัญหาแนวโน้มทั้งสามประการดังกล่าว

แนวโน้มแรกคือระดับค่าจ้างที่แท้จริงที่คิดเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิต แน่นอนยิ่งค่าจ้างต่ำเท่าไร กำไรก็ยิ่งสูงเท่านั้น สิ่งที่เป็นตัวกำหนดระดับค่าจ้างที่แท้จริงก็คือการต่อสู้ทางชนชั้น (การบอกว่ากลไกตลาดเป็นตัวกำหนดระดับค่าแรงเป็นแค่ภาพลวงตา) เนื่องจากการรวมตัวจัดตั้งของคนงานเพื่อต่อสู้ทางการเมืองมีแนวโน้มเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ในโลกตะวันตก ระบบทุนนิยมจึงต้องหาทางจำกัดแรงกดดันทางการเมืองด้วยการย้ายฐานการผลิตไปสู่เขตอื่นๆ ในโลกที่ค่าแรงต่ำกว่า

การที่พื้นที่ใดๆ ในโลกจะมีค่าแรงต่ำนั้น เกิดมาจากสาเหตุหลักพื้นฐานที่สุดคือ การอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวชนบทเข้ามาขายแรงงาน เกิดเป็นตลาดแรงงานแห่งใหม่ขึ้นมา แรงงานเกิดใหม่เหล่านี้ยอมรับค่าแรงต่ำด้วยเหตุผลสองประการคือ ประการแรก รายได้สุทธิที่พวกเขาได้รับสูงกว่ารายได้สุทธิที่พวกเขาเคยได้รับในชนบท ประการที่สอง เพราะพวกเขากลายเป็นคนไร้รากทางสังคม ไม่มีฐานอำนาจทางการเมืองที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตน แต่เมื่อเวลาผ่านไป อำนาจต่อรองทางการเมืองของคนงานย่อมเพิ่มขึ้น และทุนต้องแก้ปัญหาด้วยการย้ายฐานการผลิตต่อไปอีก หากดูจากเหตุผลของวอลเลอร์สไตน์ในแง่นี้ จึงไม่แปลกที่จีนกลายเป็นตลาดแรงงานค่าแรงต่ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะนอกจากประชากรในชนบทที่มีเป็นจำนวนมากแล้ว ระบบการปกครองของจีนยังสามารถกดขี่ไม่ให้แรงงานรวมตัวเป็นกลุ่มพลังทางการเมือง อย่างน้อยก็ในปัจจุบันและอีกระยะหนึ่งข้างหน้า

แนวโน้มประการที่สองคือต้นทุนของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ต้นทุนไม่ใช่แค่ราคาที่บริษัทต้องจ่ายในการซื้อวัตถุดิบ แต่ยังหมายถึงต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการนำวัตถุดิบออกมาจากธรรมชาติด้วย ในระบบทุนนิยม การสร้างกำไรสูงสุดเพื่อสะสมทุนทำได้ด้วยการ “ผลักภาระ” (externalizing the cost) ไปให้สังคมภายนอกเป็นผู้แบกรับ แต่การสร้างมลภาวะเพื่อกำไรสูงสุดในซีกโลกเหนือมีต้นทุนที่สูงขึ้นทุกทีๆ การย้ายฐานการผลิตหรือการแสวงหาทรัพยากรในซีกโลกใต้หรือพื้นที่ที่มีต้นทุนการผลักภาระต่ำสุด จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเติบโตต่อไปของระบบทุนนิยม

แนวโน้มประการที่สามคือระบบภาษี เนื่องจากภาษีคือการจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการทางสังคม ระบบทุนนิยมจึงยอมรับต้นทุนนี้ได้หากไม่สูงเกินไป แต่รัฐในปัจจุบันเรียกร้องภาษีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของระบบรักษาความมั่นคง (กองทัพ ตำรวจ) และระบบราชการ ทั้งนี้เนื่องจากรัฐสมัยใหม่มีขนาดและหน้าที่ขยายใหญ่โตมากขึ้น

ถึงแม้ขนาดของรัฐที่ใหญ่โตช่วยให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองและควบคุมความไม่พอใจของชนชั้นล่างไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบทุนนิยมต้องการ แต่การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศอุตสาหกรรมกลายเป็นข้อจำกัดต่อการสะสมทุน การเรียกร้องและกดดันให้ตัดลดสวัสดิการสังคมในซีกโลกเหนือ การเสนอให้ลดขนาดของรัฐลง และแสวงหาฐานการผลิตที่มีระดับการเก็บภาษีต่ำในซีกโลกใต้จึงเกิดขึ้น

โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจหรือโลกาภิวัตน์ของบรรษัทจึงหมายถึงการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของทุนการเงิน ฐานการผลิต ทรัพยากร แต่จำกัดการเคลื่อนย้ายเสรีของแรงงานเอาไว้

โลกาภิวัตน์ในเชิงภูมิศาสตร์สังคม

Jan Aart Scholte ใน “The Sources of Neoliberal Globalization” (2005) เห็นว่า โลกาภิวัตน์คือการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทศะที่มีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ มีทั้งความเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณและคุณภาพ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 การเชื่อมต่อระดับโลกเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในด้านการคมนาคมขนส่ง การติดต่อสื่อสาร การผลิต การทำธุรกิจ การค้าขายและการเงิน รวมไปจนถึงปัญหาของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ในสมัยก่อน จิตสำนึกแบบโลกานิยมหากจะมีอยู่บ้างก็เฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น แต่ปัจจุบันจิตสำนึกนี้กลายเป็นความรับรู้ในชีวิตประจำวันของคนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก

ความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของโลกาภิวัตน์อาจนิยามได้ด้วยคำว่า “ความเหนืออาณาเขต” (supraterritoriality) ความสัมพันธ์แบบเหนืออาณาเขตค่อนข้างแยกขาดจากอาณาเขตในเชิงเทศะ กล่าวคือ สถานที่ที่แน่นอนบนพื้นโลกที่ถูกกำหนดด้วยเส้นรุ้ง เส้นแวง และระดับความสูง ที่ตั้ง ระยะทางและพรมแดนของอาณาเขตในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่กำหนดภูมิศาสตร์ของความเคลื่อนไหวระดับโลกในปัจจุบันอีกต่อไป เหมือนที่เคยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอดีต โลกานิยมในปัจจุบันมีคุณสมบัติของการเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งโลก (transworld simultaneity) นั่นคือ มีปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นทั่วโลกในเวลาเดียวกัน และดำเนินการได้ทั่วโลกในพริบตา (transworld instantaneity) นั่นคือ ปรากฏการณ์บางอย่างเคลื่อนไปได้ทุกจุดทั่วโลกในชั่วพริบตา ยกตัวอย่างเช่น มีคนดื่มเนสกาแฟทั่วโลกรวม 3,000 ถ้วยทุกๆ วินาที และเครือข่ายโทรศัพท์สามารถเชื่อมโยงการสื่อสารข้ามมหาสมุทรได้เร็วเท่าๆ กับข้ามฟากถนน

ดังนั้น ความสัมพันธ์แบบเหนืออาณาเขตจึงไม่สามารถกำหนดลงไปบนตารางของแผนที่ได้ทั้งหมด อาทิเช่น กระแสเงินตราเคลื่อนไหวไปทั่วโลกทั้งในรูปแบบของกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะรูปแบบหลังนี้ยากที่จะกำหนดลงไปในสถานที่เชิงอาณาเขตแห่งใดแห่งหนึ่ง เป็นต้น

การมีลักษณะพิเศษของความเหนืออาณาเขต สิ่งที่โลกาภิวัตน์ในปัจจุบันก่อให้เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การย่อกาละ-เทศะลงเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการย่อกาละ-เทศะลงก็ยังถือว่าเกิดขึ้น ภายใน อาณาเขตทางภูมิศาสตร์ ในขณะที่การเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งโลกและการดำเนินการได้ทั่วโลกในพริบตาทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคมที่อยู่ เหนือ อาณาเขตทางภูมิศาสตร์ ความแตกต่างระหว่างโลกาภิวัตน์ในอดีตกับปัจจุบันจึงเป็นความแตกต่างเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีลักษณะเชิงโครงสร้าง

ในอดีตตลอดมาจนถึงค่อนศตวรรษที่ 20 โครงสร้างของระบบอาณาเขตคือสิ่งที่กำหนดภูมิศาสตร์ แต่หลังจากความสัมพันธ์แบบเหนืออาณาเขตแพร่ขยายมาหลายสิบปี ระบบอาณาเขตเริ่มสูญเสียการผูกขาดความหมาย แม้ว่าอาณาเขตยังมีความสำคัญมาก แต่มันไม่ใช่ตัวกำหนดกรอบเทศะมหภาคของเราทั้งหมดอีกต่อไป

ในเชิงรัฐศาสตร์ การสิ้นสุดระบบอาณาเขตเป็นใหญ่ (territoriality) เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับความเสื่อมถอยของระบบรัฐเป็นใหญ่ (statism) กล่าวคือ สภาพการณ์ในสมัยก่อนที่การกำกับดูแลสังคมตั้งอยู่บนรัฐที่มีอาณาเขตแน่นอนเกือบทั้งหมด ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อความเป็นพลเมืองและระบอบประชาธิปไตย การสิ้นสุดระบบอาณาเขตเป็นใหญ่มาพร้อมกับความเสื่อมถอยของลัทธิชาตินิยม อย่างน้อยก็ในแง่ที่ชาติไม่ใช่รากฐานหลักของความสามัคคีของหมู่คณะอีกต่อไป รวมไปจนถึงความเปลี่ยนแปลงในสมมติฐานเชิงภววิทยาที่เคยเชื่อว่า ภูมิศาสตร์สังคมย่อมเกี่ยวข้องกับพื้นที่เชิงอาณาเขตเสมอ

กระนั้นก็ตาม การเกิดขึ้นของความเหนืออาณาเขตไม่ได้หมายความว่า พื้นที่เชิงอาณาเขตหมดสิ้นความสำคัญโดยสิ้นเชิง เรายังไม่ได้มีชีวิตอยู่ใน “โลกไร้พรมแดน” จริงๆ พรมแดนยังมีความสำคัญในหลายๆ ด้าน เช่น การค้าขายระหว่างประเทศและการอพยพเคลื่อนย้ายของผู้คน เพียงแต่พรมแดนไม่ได้ผูกขาดอำนาจเหนือกิจกรรมมนุษย์เหมือนเมื่อก่อน อันที่จริงโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันถือเป็นการจัดระบบอาณาเขตใหม่ (reterritorialization) มากกว่า เช่น การรวมเป็นกลุ่มภูมิภาค การขยายตัวของการจ้างงานนอกประเทศ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้การสิ้นสุดระบบอาณาเขตเป็นใหญ่จึงยังไม่ใช่การเริ่มต้นของยุคโลกานิยมจริงๆ

เทศะทางสังคมในโลกปัจจุบันมีความเป็นอาณาเขตและเหนืออาณาเขตไปพร้อมๆ กัน คุณสมบัติสองประการนี้เกิดขึ้นร่วมกันเสมอในความสัมพันธ์ทางสังคมทุกวันนี้ อาทิเช่น ทุกครอบครัวในโลกต้องผจญกับสินค้าระดับโลก การเงินระดับโลก การสื่อสารระดับโลก ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่มีครอบครัว ท้องถิ่น ชาติหรือภูมิภาคใดที่ดำรงอยู่อย่างแยกขาดจากความเป็นไปในโลก สภาพหลายมิตินี้เองทำให้ภูมิศาสตร์มีความซับซ้อนมากขึ้น ในขณะที่โลกที่เราทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ด้วยแนวคิดเกี่ยวกับอาณาเขต-รัฐ-ชาติ กำลังจางหายไปอย่างรวดเร็ว

ความซับซ้อนนี้เองทำให้เราไม่ควรคิดว่า โลกาภิวัตน์มีความหมายเท่ากับการทำให้เหมือนกันหมด (homogenization) อันที่จริงโลกาภิวัตน์กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีในการผลักดันความหลากหลายทางวัฒนธรรม เช่น กรณีที่ชาวพื้นเมืองใช้กลไกสหประชาชาติและสื่อมวลชนอิเล็กทรอนิกส์เผยแพร่อัตลักษณ์ของตน ยิ่งกว่านั้น พื้นที่ที่ขยายระดับโลกย่อมสามารถรองรับพหุนิยมทางวัฒนธรรมได้ ความเชื่อมโยงระดับโลกยังก่อให้เกิดรูปแบบทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย

เราต้องคำนึงด้วยว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้เกิดขึ้นในอัตราและขอบเขตที่เท่าเทียมกันทั่วโลก แน่นอน เครือข่ายระดับโลกมักหมายถึงประชากรในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตกและเอเชียตะวันออกมากกว่าประชากรในพื้นที่อื่น ๆ แม้กระทั่งภายในอาณาเขตเดียวกันยังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท มีความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นและเพศด้วย

ความเหลื่อมล้ำนี้เองสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะทางการเมืองของโลกาภิวัตน์ เช่นเดียวกับพื้นที่ทางสังคมทุกรูปแบบ ภายในโลกาภิวัตน์ก็มีการจัดสรรอำนาจและการต่อสู้ ดังนั้นจึงไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองในโลกาภิวัตน์ หรือในนโยบายที่ประเทศต่างๆ นำมาใช้เพื่อรับมือกับโลกาภิวัตน์

โลกาภิวัตน์ในเชิงกรอบกระบวนทัศน์

Arif Dirlik ในบทความ “Globalization as the End and the Beginning of History” เสนอว่า โลกาภิวัตน์เป็นกรอบกระบวนทัศน์ (paradigm) หรือวาทกรรม (discourse) ที่ใช้ในการมองโลก รวมทั้งเป็นอุดมการณ์เพื่อการปั้นแต่งโลกให้สอดคล้องกับจินตภาพใหม่เกี่ยวกับโลก ซึ่งย่อมรับใช้ผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งมากกว่าอีกกลุ่ม

เดอร์ลิคเห็นว่าโลกาภิวัตน์เกิดมาพร้อมกับระบบทุนนิยม ดังนั้นโลกาภิวัตน์ในทัศนะของเขาจึงเป็นกระบวนการที่ยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 โดยที่ทุนนิยมไม่เพียงเป็นแรงขับเคลื่อนไปสู่โลกาภิวัตน์ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการรวมโลกให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้การครองความเป็นใหญ่ของยุโรปและอเมริกา ความแตกต่างระหว่างโลกาภิวัตน์ในสมัยก่อนกับในปัจจุบันอยู่ที่ความแตกต่างทางการเมืองและวัฒนธรรม กระบวนการโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจในปลายศตวรรษที่ 19 เกิดขึ้นพร้อมกับลัทธิชาตินิยมและลัทธิอาณานิคม ส่วนโลกาภิวัตน์ยุคปัจจุบันมีลักษณะแบบหลังอาณานิคม (postcolonial) และหลังรัฐชาติ (post-national)

ในเชิงวัฒนธรรม โลกาภิวัตน์ยุคก่อนคือโลกาภิวัตน์ของบรรทัดฐานแบบยุโรป-อเมริกัน ค่านิยมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมของยุโรป-อเมริกันถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายของประวัติศาสตร์ กรอบกระบวนทัศน์แบบนี้คือสิ่งที่เราเรียกว่า ความเป็นสมัยใหม่ (modernization) ลัทธิอาณานิคมและลัทธิชาตินิยมเป็นผลผลิตโดยตรงและโดยอ้อมของกระบวนทัศน์นี้ตามลำดับ กล่าวคือ ลัทธิอาณานิคมเป็นการนำเอาบรรทัดฐานแบบยุโรป-อเมริกันเข้าไปบังคับใช้ในอาณานิคมโดยตรง ส่วนลัทธิชาตินิยมคือการรับเอาบรรทัดฐานแบบรัฐชาติไปใช้แทนระบบการเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบปกครองแบบเผ่าไปจนถึงอาณาจักร ประชากรในโลกถูกจัดลำดับใหม่ตามศักยภาพที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานของ “อารยธรรม” ยุโรป-อเมริกัน การครองความเป็นใหญ่ของยุโรป-อเมริกันนี่เองที่ทำให้พูดได้เต็มปากถึง “ความเป็นสากล” (universality) เพราะการมีบรรทัดฐานระดับโลกเพียงหนึ่งเดียวนั่นเอง

แต่เมื่อระบบทุนนิยมได้ชัยชนะทุกหนแห่งทั่วโลก การพัฒนาความทันสมัยในสังคมหลายๆ แห่งนอกศูนย์กลางยุโรป-อเมริกัน กลับนำไปสู่การปฏิเสธการครองความเป็นใหญ่ของบรรทัดฐานความสมัยใหม่แบบตะวันตก ความเปลี่ยนแปลงในสังคมนอกศูนย์กลางเหล่านี้ก่อให้เกิดแบบแผนเชิงสถาบันและอุดมการณ์ที่แตกต่างหลากหลายขึ้น ถึงแม้แบบแผนเหล่านี้มีความสมัยใหม่อย่างชัดเจน แต่มันก็ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากบริบททางวัฒนธรรม จารีตประเพณีและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างออกไป ทำให้เกิดระบบทุนนิยมที่หลากหลายรูปแบบและวัฒนธรรมแบบทุนนิยมที่หลากหลายเช่นกัน

ชัยชนะของระบบทุนนิยม แทนที่จะนำไปสู่โลกที่มีใบเดียว กลับก่อให้เกิดโลกที่แตกแยกเป็นส่วนๆ (fragmentation) ความเฟื่องฟูของทุนนิยมในเอเชียและเอเชียตะวันออกทำให้เกิดสภาพของศูนย์กลางที่ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่มีหลายๆ แห่งพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า “decentered center” โลกาภิวัตน์จึงเป็นกรอบกระบวนทัศน์ในการมองโลกที่มาแทนที่ความเป็นสมัยใหม่ หรือกล่าวได้ว่า โลกาภิวัตน์คือกรอบกระบวนทัศน์แบบหลังสมัยใหม่ (postmodern) นั่นเอง

อิทธิพลของแนวคิดโลกาภิวัตน์ต่อขบวนการสังคมใหม่

ความย้อนแย้งของแนวคิดโลกาภิวัตน์จากตัวอย่างข้างต้นที่ยกมา มีผลสะท้อนชัดเจนต่อลักษณะของขบวนการสังคมใหม่ ดังพอยกตัวอย่างได้ดังนี้คือ

ประการแรก ขบวนการสังคมใหม่สร้างเครือข่ายขึ้นได้ด้วยอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก พื้นที่ที่เป็นเวทีหลักของขบวนการจึงอยู่เหนืออาณาเขต หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อยู่บนไซเบอร์สเปซ

ประการที่สอง ปฏิบัติการของขบวนการสังคมใหม่มักเกิดขึ้นทั่วโลกในเวลาเดียวกันและดำเนินการได้ทั่วโลกในพริบตา อาทิเช่น ปฏิบัติการต่อต้านสงครามอิรักที่กำหนดวันปฏิบัติการพร้อมกันทั่วโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย หรือการลงนามในหนังสือคัดค้านหรือประท้วงก็สามารถกระทำได้ทั่วโลกโดยไม่จำกัดเฉพาะคนในท้องถิ่นที่เผชิญปัญหานั้นๆ

ประการที่สาม ความซ้อนทับของปัญหาระดับโลกและระดับท้องถิ่น ลักษณะสำคัญของขบวนการสังคมใหม่คือ สามารถอธิบายและเชื่อมโยงปัญหาระดับท้องถิ่นและระดับโลกเข้าด้วยกันได้ ดังคำขวัญว่า “คิดระดับโลก ปฏิบัติระดับท้องถิ่น” (think global, act local)

ประการที่สี่ ขบวนการสังคมใหม่เน้นความหลากหลาย การไม่รวมศูนย์ ไม่แสวงหาบรรทัดฐานสากลที่แนวคิดใดแนวคิดหนึ่งครองความเป็นใหญ่แบบขบวนการสังคมในอดีต

ประการที่ห้า อิทธิพลทางความคิดของขบวนการสังคมใหม่มักมาจากการปะทะสังสรรค์ระหว่างจารีตแบบท้องถิ่นหรือชนพื้นเมืองกับแนวคิดแบบสากลนิยมในยุคก่อน ก่อเกิดเป็นแนวคิดที่บางคนเรียกว่า ขบวนการแบบโพสต์โมเดิร์น เช่น ขบวนการซาปาติสตาในเม็กซิโก ขบวนการ Otpor ในอดีตยูโกสลาเวีย เป็นต้น

ประการสุดท้ายและสำคัญที่สุดคือ ขบวนการสังคมใหม่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่ถูกครอบงำด้วยบรรษัทข้ามชาติ ขบวนการต่างๆ ในขบวนการสังคมใหม่จะมีจุดยืนในเรื่องอื่นๆ แตกต่างกันอย่างไรก็ได้ แต่มีจุดร่วมกันในการต่อต้านโลกาภิวัตน์ของทุนนิยมหรือลัทธิเสรีนิยมใหม่นั่นเอง

ข้อมูลประกอบการเขียน

Dirlik, Arif. “Globalization as the End and the Beginning of History: The Contradictory Implications of a New Paradigm.” http://www.humanities.mcmaster.ca/~global/workpapers/dirlik.pdf.

http://en.wikipedia.org/wiki/Globalization

http://www.sociology.emory.edu/globalization/debates.html#meaning

Scholte, Jan Aart. “The Sources of Neoliberal Globalization.” http://globalpolicy.igc.org/globaliz/define/2005/10scholte.pdf.

Stanford Encyclopedia of Philosophy http://plato.stanford.edu/

Wallerstein, Immanuel. “Globalization or The Age of Transition?: A Long-Term View of the Trajectory of the World-System.” http://fbc.binghamton.edu/index.htm; 1999.

Arif Dirlik (ค.ศ. 1940- ) ชาวตุรกี นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงด้านความเชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์จีน เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัย Duke ระหว่าง ค.ศ. 1971-2001 จากนั้นย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยออรีกอนจนเกษียณใน ค.ศ. 2006 ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนจีนศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง เขามีความสนใจในลัทธิมาร์กซ์ ลัทธิเหมา และลัทธิอนาธิปไตยในช่วงการปฏิวัติของจีน รวมทั้งระบบโลกยุคหลังอาณานิคม

Jan Aart Scholte (ค.ศ.1959- ) เป็นศาสตราจารย์ด้านการเมืองและการศึกษาระหว่างประเทศ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการ Centre for the Study of Globalisation and Regionalisation ของมหาวิทยาลัย Warwick ประเทศอังกฤษ

Immanuel Maurice Wallerstein (ค.ศ. 1930- ) ชาวอเมริกัน นักสังคมวิทยา นักสังคมศาสตร์ประวัติศาสตร์ และนักวิเคราะห์ระบบโลกที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง เขาสอนที่มหาวิทยาลัย McGill University จนถึง ค.ศ. 1976 ย้ายมาสอนที่มหาวิทยาลัยบิงแฮมตันจนเกษียณใน ค.ศ. 1999 และเป็นประธานของ Fernand Braudel Center ซึ่งเน้นการศึกษาด้านเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ และอารยธรรม จนถึง ค.ศ. 2005 วอลเลอร์สไตน์ได้รับเชิญไปสอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลกและได้รับรางวัลเกียรติคุณในฐานะนักวิชาการหลายรางวัล

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2551

ตารางบางกอกฟิล์มออกแล้ว

หมายเหตุ : สำหรับการสอบ Final อย่าลืมว่าทำแค่ 4 ข้อแรกเท่านั้น!

ตารางบางกอกฟิล์มออกแล้ว (ฉายช่วง 23-30 เดือนนี้)
ใครจัดเวลาจากการสอบไฟนอลได้ ก็แนะนำให้ไปดู เพราะมีซับไทยเยอะ

ตาราง
http://www.bangkokfilm.org/index.php?option=com_docman&task=doc_view&gid=6&tmpl=component&format=raw&Itemid=31&lang=en

เรื่องย่อหนังแต่ละเรื่อง (คลิกชื่อเรื่อง)
http://www.bangkokfilm.org/index.php?option=com_content&view=category&id=11&Itemid=84&lang=en

ถ้าใครอยากเจอพี่ ก็ไปตามเรื่องพวกนี้

Tuesday 23
12.00 - Vicky Christina Barcelona
14.15 – My Winnipeg
16.45 - Parking
18.15 – Otto
(3 เรื่องหลังอาจไม่ได้ดู เพราะมีนัดสัมภาษณ์ผกก.)

Thursday
19.00 – My Winnipeg

Friday 26
16.45 - Citizen Juling

Sat 27
12.30 – Birdsong

Sun 28
13.00 – 12 Lotus
16.00 – Summer Hours
18.30 – Lorna Silence
20.30 – Let The Right One In - แนะนำอย่างยิ่ง

Tue 30
17.00 - 24City
20.00 - Nanayo

ถ้าใครไม่อยากเจอก็เลือกเรื่องอื่นซะ!

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551

ปิดเทอมนี้ หาหนังอะไรมาดูดี (วะ) part 1

หมายเหตุ : สำหรับการสอบ Final อย่าลืมว่าทำแค่ 4 ข้อแรกเท่านั้น!


มีน้องคนนึง msn มาถามพี่ว่า หนูเรียน film study แต่หนูไม่ค่อยได้ดูหนังเลย กลัวตามเพื่อนๆ ไม่ทัน หนูจะทำยังไงดี?

ก็ดูหนังไง คำตอบง่ายๆ
แล้วก็ที่ดีก็คือ ดูหนังที่ตัวเอง ‘น่าจะ’ ชอบ

1. เป็นคนชอบดูหนังแบบ แหวกความเป็นมนุษย์ เสียดสีปอกเปลือกมนุษย์สุดๆ แสดงให้เห็นความชั่วร้าย สันดานดิบ หนูจะดูอะไรดี
หนังที่น่าจะไปหามาดู


Michael Haneke – เริ่มจาก Funny Games, The Piano Teacher, Hidden, Benny’s Video, Time of the Wolf, Code Unknown (เรื่องนี้เป็นขั้นสุงสุด)

Asia Argento - The Heart Is Deceitful Above All Things

Greg Araki – Mysterious Skin

Dominik Moll – Lemming

Francois Ozon – Swimming Pool, Under The Sand, Time to Leave, Water Drops On Burning Rocks หนังคนนี้ดูง่ายมาก

Claire Denis – ดูง่ายสุดคือ Trouble Every Day แต่โป๊และน่ากลัวมาก

Bruno Dumont – ดูเรื่อง Twentynine Palms, Flanders โป๊และรุนแรง

จะขยับขั้นสูง ต้องลองดู Pier Paolo Passolini – Salos

Reiner Werner Fassbinder – Ali : Fear Eats the Soul, The Bitter Tears of Petra Von Kant

Patrice Chereau – Intimacy – เพิ่งออกดีวีดีเมืองไทย

พอแค่นี้ก่อน

2. เป็นคนชอบหนังเท่ห์ๆ แมนๆ แต่มีเหวอๆ ได้บ้างก็ดี อยากเปิดโลก ดูอะไรดี

David Lynch – Lost Highway, Mullholland Drive, Blue Velvet

ชอบ Dark Knight แล้วดูหนังก่อนหน้าของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ทั้งหมดรึยัง? Following, Memento, The Prestige, Insomnia


ดูหนังคู่แข่ง Nolan อย่าง Darren Aronofsky ครบรึยัง ปีนี้เขากำลังจะมานะ รีบตามดู Pi, Requiem for a Dream, The Fountain

ดูหนังไฟลต์บังคับของเด็กยุคนี้ครบรึยัง ไม่ว่าจะ 21 Grams, Babel, Amorres Perros, City of God, Constant Gardener, Being John Malcovich, Adaptation, The Royal Tenenbaums, The Darjeeling Limited, The Life Aquatic with Steve Zissou, Eternal Sunshine of Spotless Mind, Magnolia, Boogie Nights, PUNCH DRUNK LOVE!

ดู Dark City รึยัง มีแผ่นลดราคาขายมากมายทั่วไทย

ทำไมพี่น้องโคเอนถึงดัง? ต้องดู Barton Fink, Fargo, Miller’s Crossing, The Big Lebowski

ทำไม จูลี่แอนน์ มัวร์ ถึงดัง ต้องดู SAFE, Far From Heaven

หนูอยากดูหนังเอเชียแบบหว่องกาไว ไฉ้หมิงเลี่ยง แต่ไม่เอาหว่องกาไว กับไฉ้หมิงเลี่ยง! อ้าว งั้นก็ต้องดู Stanley Kwan สิ เริ่มด้วยหนังง่ายๆ แบบ Lan Yu ดูแล้วไม่ค่อยชอบก็เปลี่ยนไปดู The Missing ของ หลี่กังเซิง

ชอบดูหนังฮ่องกงดีๆ ต้องตู้ฉีฟง - Mad Detective, Exiled, Election

ดูหนังเหมือนเล่นเกมต้อง Run Lola Run แต่อยากขยับขึ้นไปอีกนิดก็ The Princess and the Warrior

พอก่อน
: )

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551

Bangkok Film Festival & World Film Festival of BKK

หมายเหตุ : สำหรับการสอบ Final อย่าลืมว่าทำแค่ 4 ข้อแรกเท่านั้น!

ส่วนระหว่างสอบ หรือหลังสอบ แนะนำให้ไปดูหนังใน 2 เทศกาลนี้

เทศกาลแรก Bangkok International Film Festival
ข้อดี - หนังส่วนใหญ่มีซับไทย
ข้อเสีย - จัดตรง/ใกล้กับช่วงสอบ
ฉายที่ SF World
23-30 กันยา
เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.bangkokfilm.org/


เทศกาลที่สอง World Film Festival of BKK
ข้อดี - จัดไม่ตรงกับช่วงสอบ
ข้อเสีย - ไม่มีซับนะ
ฉายที่ Paragon
24ตุลา - 2 พฤศจิ
เข้าไปดูรายละเอียดที่ http://www.worldfilmbkk.com/

ใครไปดูก็เจอกัน : )

คะแนนมิดเทอม เต็ม 30 คะแนน

สุกฤษฏ์ 24
กมลฉันท์ 15
วสวี 19
ประภาศิริ 23
ศจีวรรณ 16
สุรวุฒิ 23
ฐานพล 22
อัมเรศ อยู่เซคอื่น
ชาลิสา อยู่เซคอื่น
วรัญญา อยู่เซคอื่น
เผด็จ 21
จักรพันธ์ 2 *ยังไม่ส่งรายงาน
สุทธิรัก 23.5
จักรชัย 23.5
ไพศาล 20.5
ธันธวัช 20 *ยังไม่ส่งรายงาน
จิตติกร 24.5
พรสฤษฎ์ 23
ภัทรวดี 21.5
จีราพงษ์ 16
จิระวัชร์ 28
กันเขต 21.5
ศุภชัย 18 *ยังไม่ส่งรายงาน
ธีระยุทธ์ 14
ช่อทิพย์ 25.5
เอกรัฐ 18
อิศรินทร์ 26.5
วนัสสิตา 20
สิทธัตชัย 23.5
จันทร์เพ็ญ 24
ธนพัฒน์ 26.5
สุชาดา 25
วทัญญู ขาดสอบ
จตุรงค์ 18
วรรณวิสา 26
เกวลี 23
ภาณุพงศ์ 17
กรณันต์ 18
อาทิตยพันธ์ 21
เพชรวลัย 27
วศิน 16.5
ภัคพธู 23.5
อุรชา 21
กิตติภัทท์ 20.5
ธนารัตน์ 16.5 *ยังไม่ส่งรายงาน
ศีลภัทร 28
ปิยะสวัสดิ์ 24.5
ภาวิไล 27

ได้คะแนนน้อย ถ้าทำรายงานดีก็ดี
ได้คะแนนเยอะ ถ้าทำรายงานไม่เวิร์ค ก็อาจไม่เวิร์ค

โทษทีวันนี้ไม่ได้ไปสอน

สำหรับเด็ก film study เจอกันเทอมหน้าวิชา
ภย.450 แนวคิดร่วมสมัยในภาพยนตร์และทฤษฎีภาพยนตร์
Contemporary Themes in Film : Theory and Practice
เรียนเกี่ยวกับ ความรุนแรง เซ็กซ์ในหนัง หนังเกย์ ทฤษฎีหนังอื่นๆ และหนังร่วมสมัยที่อยู่ในเทรนด์

เด็กฟิล์มปิดเทอม ฟิตดูหนังเยอะๆ เลยเพื่อเป็นทุน/วัตถุดิบในการเรียนนะ
ตรวจข้อสอบ-รายงานทีนึง เห็นชัดมากกว่าใครมีทุน ใครไม่มีทุน
คนมีทุนหมายถึงสามารถลิงค์ไปกับเรื่องอื่นๆ ที่ตัวเองสนใจได้
คนไม่มีทุนไมได้แปลว่าไม่ดี แต่เป็นเด็กดีเกินไป คือ สอนอะไร ก็ตอบเท่านั้น ไม่สามารถลิงค์ไปกับเรื่องอื่นๆ นอกห้องเรียนได้

อีกอย่างก็คือ การค้นหา/ดูหนังเยอะๆ มันก็ทั้งเปิดโลกแล้วก็เปิดตัวเองด้วย ค่อยๆ ค้นหาว่าตัวเองชอบอะไรกันแน่ ถนัดอะไรกันแน่ แล้วก็ขยายความชอบ ความถนัด ไปในทิศทางนั้นๆ

สำหรับเด็กโท film ก็คงเจอกันแค่นี้ ดีใจที่ได้สอนหนังสือน้องๆ ทุกคน

เดินทางกันต่อไปนะน้อง
: )

ปล. หัดภาษาอังกฤษกันด้วย เทอมหน้าจะใช้หนังซับอังกฤษมากขึ้น